HAPPENING BKK
NLINE MAGAZINE
×
เที่ยว “แก่นมะกรูด” ผลงานชิ้นโบว์แดงของชาวกะเหรี่ยงอุทัยธานี
by L. Patt
16 ต.ค. 2561, 17:36
  9,804 views

ขอปรบมือรัวๆ ให้กับชาวกะเหรี่ยงตำบลแก่นมะกรูดที่พลิกป่าหัวโล้นมาเป็นแหล่งเช็คอินสุดฮิตในเวลาแค่ 5 ปี

         ลมหนาวใกล้มาเยือน เชื่อได้เลยว่า หลายคนปักหมุดแก่นมะกรูดไว้ในแพลนอย่างแน่นอน แต่กว่าหมู่บ้านเล็กๆ บนที่สูงแห่งนี้จะกลายเป็นแหล่งท่องเที่ยวห้ามพลาดได้ ก็ผ่านบททดสอบและกระบวนการเปลี่ยนผ่านมาหลายขั้น

          บรรพบุรุษชาวกะเหรี่ยงกลุ่มนี้ อพยพหนีการสู้รบจากประเทศพม่ามาตั้งรกรากในพื้นที่ตำบลแก่นมะกรูด อ. บ้านไร่ จ. อุทัยธานี ตั้งแต่สมัยรัชกาลที่ 2 และมีวิถีชีวิตไม่ต่างจากชาวกะเหรี่ยงที่อื่นๆ คือ การพึ่งพาพืชเชิงเดี่ยว โดยเฉพาะข้าวโพด และมันสำปะหลัง อาศัยนายทุนเรื่องปัจจัยการผลิต ตั้งแต่เมล็ดพันธุ์ ปุ๋ยเคมี ยาฆ่าแมลง ทำให้ชาวบ้านต้องใช้รถไถเป็นเครื่องมือในการขยายพื้นที่เพาะปลูก เพราะหวังจะมีรายได้มากขึ้น แต่กลับส่งผลให้ดินเสื่อมสภาพ และเป็นหนี้เป็นสินกันมากขึ้น ขณะเดียวกัน ชาวบ้านยังมีปัญหาขาดแคลนนํ้าเพื่อการอุปโภคบริโภค และการเกษตรในฤดูแล้ง ขาดความรู้การบริหารจัดการน้ำ การดูแลปรับปรุงบำรุงดิน และการปลูกพืชที่เหมาะสม จนกระทั่งปี 2559 สถาบันส่งเสริมและพัฒนากิจกรรมปิดทองหลังพระ สืบสานงานพระราชดำริ ร่วมกับ องค์การบริหารส่วนจังหวัดอุทัยธานี และจังหวัดอุทัยธานี ได้ดำเนินโครงการพื้นที่ต้นแบบการแก้ไขปัญหาการเกษตรและพัฒนาพื้นที่ต้นแบบ ต. แก่นมะกรูด ใน 4 หมู่บ้าน ได้แก่ บ้านใต้ บ้านคลองเสลา บ้านใหม่คลองอังวะ และบ้านอีมาดอีทราย

           ผ่านมา 5 ปี ผลจากการนำเกษตรทฤษฎีใหม่ หรือโคกหนองนาโมเดล ตามศาสตร์พระราชา มาปรับใช้ให้เข้ากับภูมิสังคม ทำให้เพิ่มพื้นที่รับน้ำได้ 2,782 ไร่ มีการปลูกพืชผสมผสานทดแทนการปลูกพืชเชิงเดี่ยว จนสามารถเพิ่มพื้นที่ป่าได้ถึง 2,700 ไร่ และลดการบุกรุกป่าได้ถึงปีละ 380 ไร่

จากป่าเสื่อมโทรม สู่การท่องเที่ยวเชิงเกษตร

           ตำบลแก่นมะกรูด ตั้งอยู่บนพื้นที่ 21,600 ไร่ ซึ่งได้รับการจัดสรรจากกรมป่าไม้ เพื่อให้เป็นที่ทำกิน โดยมีความตกลงกับชาวบ้านว่า จะไม่ให้มีการบุกรุกพื้นที่อีกต่อไป ถือเป็น buffer zone หรือแนวกันชนก่อนเข้าสู่พื้นที่เขตรักษาพันธุ์สัตว์ป่าห้วยขาแข้ง โครงการแก่นมะกรูดโมเดลได้เปลี่ยนวิถีการปลูกพืชเชิงเดี่ยวไปเป็นเกษตรประณีต ใช้พื้นที่น้อยแต่ให้ผลตอบแทนสูง สร้างงานและอาชีพให้กับชาวบ้าน ควบคู่กับการฟื้นฟูและอนุรักษ์ทรัพยากรธรรมชาติและสิ่งแวดล้อม

            วันรบ ขอสุข เจ้าของไร่อุ๊ยกื๋อ (ภาษากะเหรี่ยงแปลว่า อร่อย)  หนึ่งในเกษตรที่เข้าร่วมโครงการนำร่อง ยอมรับว่าแรกๆ เกษตรกรส่วนใหญ่ยังไม่เชื่อว่าจะแก้ปัญหาได้จริง แถมยังหาว่าตนเองเป็นบ้าที่ปรับเปลี่ยนพื้นที่ 23 ไร่ จากพืชเชิงเดี่ยวเป็นการเกษตรแบบผสมผสาน ทั้งปลูกข้าว สัปปะรด ผรั่ง ส้มโอ กล้วย และพืชผักต่างๆ ที่ออกผลตลอดทั้งปี และมีระบบเก็บกักน้ำไว้ใช้ในหน้าแล้ง ปัจจุบัน ไร่อุ๊ยกื๋อ กลายเป็นหนึ่งในศูนย์เรียนรู้เกษตรที่สูงแก่นมะกรูดที่มีนักท่องเที่ยวไปเยือนไม่ขาดสาย ที่นี่ คุณจะเห็นหลากหลายสายพันธุ์ข้าวพื้นเมืองที่วันรบ พยายามอนุรักษ์ไว้ไม่ให้สูญหายไป เช่น ข้าวหอม (บึ๊งเหน่อเม่อ) ข้าวลาย (บึ๊งเบื้อกี๊) และข้าวเหลือง (บึ๊งบ่องข่าย) เป็นต้น ไม่เพียงมีรายได้จากผลผลิตทางการเกษตรเพิ่มขึ้น แต่ยังมีรายได้จากการท่องเที่ยวในช่วงเทศกาลปีใหม่ปีละเกือบ 3 แสนบาท โดยเปิดบริการโฮมสเตย์ให้นักท่องเที่ยวกางเต็นท์นอนหนาวท่ามกลางขุนเขาเขียวขจีและทะเลหมอกอันสวยงาม

              ขณะที่ สมศักดิ์ คลองวะ อายุ 30 ปี เกษตรกรรุ่นใหม่ชาวกะเหรี่ยง ที่ทำหน้าที่เป็นผู้ประสาน ป่าสงวนห้วยขาแข้ง ก็หันมาทำเกษตรผสมผสาน โดยลดพื้นที่ปลูกข้าวโพดลง และเปลี่ยนมาปลูกส้มโอ มะยงชิด อะโวคาโด เงาะ มังคุด และข้าวพื้นเมือง สมศักดิ์ เล่าว่า ชุมชนบ้านแก่นมะกรูดจะมีแนวคิดแตกต่างจากหมู่บ้านอื่นๆ เพราะชาวบ้านที่นี่ได้มีข้อตกลงร่วมกันว่า ไม่ต้องการโฉนดที่ดินจากภาครัฐ แต่ต้องการเพียงเอกสารสิทธิ์ทำกินและห้ามซื้อขาย เพราะเห็นตัวอย่างจากหมู่บ้านอื่นๆ แล้วว่า เมื่อชาวบ้านได้โฉนดที่ดินก็มักจะนำไปขาย สุดท้ายก็มีปัญหาเรื่องที่ดินทำกินและหนี้สินเช่นเดิม กฎของหมู่บ้านอีกข้อหนึ่งคือ ห้ามไม่ให้คนภายนอกหมู่บ้านเข้ามาลงทุนสร้างรีสอร์ทในพื้นที่ โดยให้เป็นอาชีพเสริมของชาวบ้านที่มีความพร้อมในการให้บริการโฮมสเตย์เพื่อต้อนรับนักท่องเที่ยว

             

       นอกจากนี้ สภาตำบลแก่นมะกรูด ยังมีเป้าหมายลดการปลูกพืชเชิงเดี่ยวร้อยละ 10 ต่อปี ส่งเสริมการท่องเที่ยวเชิงอนุรักษ์ โดยพัฒนาสิ่งอำนวยความสะดวกให้ได้มาตรฐาน และฟื้นฟูวัฒนธรรมภูมิปัญญาท้องถิ่นที่เป็นอัตลักษณ์ของชาวกะเหรี่ยง เช่น การทอผ้า การตำข้าวซ้อมมือจากครกกระเดื่อง การทำน้ำอ้อย และน้ำตาลปี๊บ ด้วยกรรมวิธีดั้งเดิม เป็นต้น

“สตรอเบอรี่” ดาวเด่นแก่นมะกรูด

              ด้วยความสูงที่ระดับ 700-800 เมตร เหนือระดับน้ำทะเลปานกลางทำให้แก่นมะกรูดมีอากาศค่อนข้างเย็น จึงเหมาะแก่การปลูกพืชเมืองหนาว โดยเฉพาะสตรอเบอรี่ พันธุ์พระราชทานเชียงใหม่ 80 ซึ่งกลายเป็นจุดขายที่ดึงดูดนักท่องเที่ยวในแต่ละปีเป็นจำนวนมาก ชาวกะเหรี่ยงแก่นมะกรูดได้รับการฝึกอบรมจากผู้เชี่ยวชาญด้านการเกษตร และมีการรวมกลุ่มเพื่อแบ่งปันความรู้ ประสบการณ์ รวมไปถึงเงินทุนในการเพาะปลูกเพื่อไม่ต้องพึ่งพาเงินกู้นอกระบบ ซึ่งเกษตรกรได้เปลี่ยนมาปลูกสตรอเบอรี่กันมากขึ้นเรื่อยๆ เพราะใช้พื้นที่น้อย แต่ให้รายได้ดีมากกว่าปลูกข้าวโพดหลายเท่า 

             นอกจากผลสตรอเบอรี่สดๆ รสชาติหวานอร่อยไม่แพ้พื้นที่สูงในภาคเหนือที่จะออกมาในช่วงตั้งแต่พฤศจิกายนไปจนถึงมีนาคมปีหน้าแล้ว นักท่องเที่ยวยังสามารถแวะซื้อต้นสตรอเบอรี่ที่มีวางจำหน่ายบริเวณหน้าไร่สองข้างทางตั้งแต่หมู่บ้านอีมาดอีทราย อีกทั้งพืชผักเมืองหนาว และผลผลิตจากไร่อื่นๆ ในราคาแสนถูก

              หากใครไปช่วงหน้าหนาวนี้ รับรองได้แชะกันยาวไป เพราะแก่นมะกรูดจะละลานตาไปด้วยสวนไม้ดอกเมืองหนาวที่บานสะพรั่ง ทั้งดอกทิวลิป ลิลลี่ เบญจมาศ บลูซัลเวีย แกลดิโอลัส รักเร่ ต้นคริสมาสต์ ดอกผีเสื้อ และกล่ำปลีหลากสี เป็นต้น มีจุดให้ชมกันหลักๆ 3 จุด คือ ที่บริเวณศูนย์พัฒนาสังคมบ้านอีมาดอีทราย ซึ่งมีการปลูกพืชและดอกไม้เมืองหนาวหลากหลายสายพันธุ์ บริเวณสภาตำบลแก่นมะกรูด และอีกไฮไลท์ที่ใครๆ ต้องแวะเซลฟี่กันคือ แปลงสาธิตที่ อบจ. อุทัยธานี ได้จำลองสถานที่ให้เสมือนอยู่ท่ามกลางสวนดอกไม้และสัตว์ป่าห้วยขาแข้ง 7 ผู้ยิ่งใหญ่ พร้อมกับรูปปั้น สืบ นาคะเสถียร วีระบุรุษแห่งผืนป่าตะวันตกของไทย

              แต่ถ้าใครอยากชิลล์สุดๆ รับโอโซนให้สะใจ ก็ลองไปกางเต็นท์ในไร่อุ๊ยกื๋อสักคืน เดินชมไร่นา ชิมอาหารพื้นถิ่น เช่น น้ำพริกะเหรี่ยง แกงหยวกกล้วยใส่ไก่ และสมุนไพรลูกไข่เน่า ผลไม้สดจากไร่ ตกกลางคืน นั่งรอบกองไฟจิบกาแฟแก่นมะกรูดหอมกรุ่นรับลมหนาว ก็ได้อารมณ์โรแมนติกดีทีเดียว   

              การเดินทางก็ไม่ยาก จากกรุงเทพฯ ใช้เส้นทางหลวงหมายเลข 340 บางบัวทอง-สุพรรณบุรี แล้วไปเข้าเส้นทางหลวงหมายเลข 333 ผ่านอำเภอด่านช้างไปจนถึงอำเภอบ้านไร่ จากนั้นใช้ทางหลวงหมายเลข 3011 สายบ้านไร่-พุบอน ประมาณ 20 กิโลเมตร จะมีป้ายบอกสถานที่ท่องเที่ยวต่างๆ ไว้ตลอดเส้นทาง ติดต่อ โฮมสเตย์ไร่อุ๊ยกื๋อ โทร (093) 048 5302

 

STORY BY L.Patt

ABOUT THE AUTHOR
L. Patt

L. Patt

ALL POSTS