HAPPENING BKK
NLINE MAGAZINE
×
บุกป่าวานูอาตูหา “เขี้ยวหมูป่า” ของท่านหัวหน้าเผ่า
by โลจน์ นันทิวัชรินทร์
8 ต.ค. 2561, 13:50
  2,186 views

        ว่ากันว่าที่เกาะแอมบริม (Ambrym) ประเทศวานูอาตู (Vanuatu) ประเทศหมู่เกาะเล็กๆ กลางมหาสมุทรแปซิฟิกนั้นมีท่านหัวหน้าเผ่าผู้เป็นเจ้าของ “เขี้ยวหมูป่า” ที่สวยและสมบูรณ์ที่สุดในโลก มันยังเป็นเขี้ยวที่คงสีสันความงามตามธรรมชาติ ขนาดใหญ่ได้สัดส่วนซึ่งแสดงให้เห็นว่ามาจากหมูป่าตัวเขื่องที่ดุร้าย และปลายที่โค้งมนจากการดัดจนได้รูป ผู้กล้าเท่านั้นจึงจะเป็นผู้ครอบครองสมบัติชิ้นงามคู่กายชิ้นนี้

          ด้วยเวลากว่า 20 ชั่วโมงจากเมืองไทย ผมก็ดั้นด้นจนมาถึงเกาะแอมบริมได้สำเร็จ เกาะขนาดใหญ่แห่งนี้ยังคงรักษาความป็นธรรมชาติไว้ได้อย่างดี ภูเขาไฟมารุมและเบนโบวยังคงตั้งตระหง่านพร้อมปล่อยไอควันลอยละล่องสู่เมฆเบื้องบนมานานนับศตวรรษ ป่ารกชัฏยังขึ้นปกคลุมหนาแน่น ที่นี่ไม่มีถนน ไม่มีรถโดยสาร หากจะไปไหนต่อไหนก็ต้องเดินเท้าอย่างเดียวเท่านั้น

อยากไปไหนต้องพึ่งสองเท้าของเราเองเท่านั้นครับ
พี่เฟร้ดดี้แห่งหมู่บ้านฟันลา ถือพร้านำทางผมไปหาท่านผู้นำ

          แล้วคนต่างถิ่นอย่างผมจะไปตามหาท่านหัวหน้าเผ่าได้อย่างไร

         “เอมม่า” เป็นเจ้าของรานอน บีช บังกาโลว (Ranon Beach Bungalow) ที่ผมจะมาอาศัยอยู่ตลอด 7 วันบนเกาะนี้ ให้ผมเรียกเธอว่า “มาม่า” (แม่) เพราะเธอเมตตารับผมมาเป็นลูกต่างด้าว และเธอรับอาสาจะเป็นคนจัดการให้ความฝันของผมนั้นเป็นจริง และในที่สุดมาม่าก็ได้แนะนำผมให้รู้จักกับ  คุณพี่ “เฟรดดี้” (Freddy) ชายชาวนิวานูอาตูวัย 45 ปี

         พี่เฟรดดี้นั้นเกิดที่หมู่บ้านฟันลา (Fanla) จึงเป็นชาวหมู่บ้านฟันลาแท้ ๆ และหมู่บ้านฟันลานี้คือหมู่บ้านที่ท่านหัวหน้าเผ่าคนสำคัญอาศัยอยู่  ไม่เพียงเท่านั้นหมู่บ้านฟันลายังเป็นหมู่บ้านที่มีระบำรอม (Rom Dance) ที่ยิ่งใหญ่สวยงามที่สุดของเกาะแอมบริม ในช่วงที่ผมเดินทางไปที่นั่นตรงกับช่วงเดือนสิงหาคมที่กำลังมีการแสดงระบำรอมอยู่พอดี

หมู่บ้านฟันลา

        ดังนั้นการไปเยี่ยมเยียนหมู่บ้านฟันลาครั้งนี้ ผมจะมีโอกาสเห็นระบำรอมเป็นบุญตาอีกด้วย....

       “กรี๊ดดดดด!!!! ผมถึงกับกรี๊ดออกมาจนมาม่าตกใจ

        เมื่อวันสำคัญมาถึง มาม่าแนะนำผมให้รู้จักกับพี่เฟรดดี้ ซึ่งพูดภาษาฝรั่งเศสเก่งมากๆ เพราะโรงเรียนที่หมู่บ้านฟันลานั้นสร้างโดยชาวฝรั่งเศสตั้งแต่สมัยอาณานิคม

         ความจริงเรื่องภาษาของชาววานูอาตูนั้นมีความซับซ้อนสับสนมากพอสมควรนะครับ กล่าวคือทุกหมู่บ้านนั้นมีภาษาของตนเอง ดังนั้นคนแต่ละหมู่บ้านก็จะพูดภาษาประจำหมู่บ้านกัน ส่วนในระดับประเทศนั้นวานูอาตูก็มีภาษาบิสลามา (Bislama) อันเป็นภาษากลางของชาติ แต่ความที่อังกฤษและฝรั่งเศสเคยปกครองพวกเขาอยู่ช่วงหนึ่ง เลยทำให้สองภาษานี้เข้ามามีอิทธิพลต่อพวกเขาด้วย ทั้งนี้ขึ้นกับว่าประชากรกลุ่มนั้นๆ เติบโตขึ้นมาในเขตปกครองของใคร

         พี่เฟรดดี้ส้รางความประทับใจให้กับผมตั้งแต่แรกเห็นเพราะพี่เฟร้ดดี้มาแบบไร้รองเท้าครับ ... คือแกเดินเท้าเปล่าข้ามป่าข้ามเขามารับผมไปหมู่บ้านฟันลาพร้อมกับพร้าในมือ

        “เคยอ่านงานของวอลแตร์ หรือฌี้ดบ้างไหม?” พี่เฟรดดี้เริ่มการสนทนาขณะที่เราออกเดิน

          “..หา... อะ อะ อะ ไรนะครับ พี่หมายถึงอ็องเดร ฌี้ด นักเขียนฝรั่งเศสใช่ไหมครับ ถ้าใช่ผมเคยอ่าน La Symphonie Pastorale มาครับ” ผมเริ่มอึ้งกับพี่เฟรดดี้ขึ้นเรื่อยๆ นี่มันชั่วโมงวรรณกรรมฝรั่งเศสศตวรรษที่ 19 หรือนี่ ถึงมี อ็องเดร ณี้ด กับ La Symphonie Pastorale มาเกี่ยวข้องด้วย... นี่กูอยู่วานูอาตูนะ “แล้ววิกตอร์ อูโก ล่ะ” พี่เฟรดดี้ถามต่อ คราวนี้ผม “เฮ้ย!!!” ออกมาอีกครั้ง เวลาไปวานูอาตู เราอาจเห็นเขาแต่งตัวบ้านๆ ง่ายๆ นะครับ แต่บางครั้งการสนทนาจะพาให้เราอึ้งไปเลย 

         ผมเดินตามพี่เฟรดดี้ไปเรื่อยๆ และพยายามพาการสนทนาให้ออกจากเรื่องวรรณคดีฝรั่งเศสจนสำเร็จ และกว่าจะเดินจากหาดรานอนถึงหมู่บ้านฟันลานั้นก็ใช้เวลาไม่ต่ำกว่า 2 – 3 ชั่วโมง เราต้องผ่านหมู่บ้านสวยงามในป่าโปร่งบ้าง ป่าทึบบ้าง ผู้คนล้วนทักทายด้วยอัธยาศัยอันเป็นมิตร สิ่งที่สังเกตเห็นคือเราต้องหยุดรายงานตัวก่อนเข้าหมู่บ้านเป็นระยะๆ

ใต้ต้นมะม่วงใหญ่ .... ระหว่างรอพบท่านผู้นำ

          ตามธรรมเนียมวานูอาตูนั้น เราไม่สามารถเดินดุ่มๆ เข้าหมู่บ้านนู้นออกหมู่บ้านนี้กันได้เล่นๆ นะครับ เราจำเป็นต้องให้คนท้องถิ่นเขาเจรจากันก่อนว่าจะมีแขกมานะ และขออนุญาตพาเราเข้าไปในพื้นที่ และคนที่ทำหน้าที่นี้ได้ดีที่สุดคือคนจากพื้นที่ด้วยกันนั่นเอง และเราก็มาถึงจุดหมายในที่สุด

         หมู่บ้านฟันลาเป็นหมู่บ้านใหญ่ มีกระท่อมหลายหลังที่สร้างขึ้นอย่างง่าย ๆ โดยใช้วัสดุธรรมชาติอย่างไม้ไผ่มาสานเป็นฝากระท่อม หลังคานั้นส่วนมากมุงด้วยจาก และก็มีบ้างประปรายที่เป็นบ้านก่ออิฐถือปูนมุงหลังคากระเบื้องสีพื้นๆ อย่างสีน้ำตาล.... โชคดีที่ไม่ใช่สีแจ๊ดๆ ทะลุทะลวงตา

         “รอตรงนี้ก่อนนะ” พี่เฟรดดี้บอกให้ผมรอใต้ต้นมะม่วงใหญ่ อากาศยามบ่ายอบอ้าว เด็กๆ ในหมู่บ้านออกมาดูผมกันใหญ่ความที่ผมดูแปลกกว่าพวกเขามากๆ

         พี่เฟรดดี้เข้าไปพบท่านหัวหน้าในกระท่อมเพื่อขออนุญาตให้ผมเข้าพื้นที่ เมื่อทุกอย่างเรียบร้อยแล้วพี่เฟรดดี้จึงพาผมไปยังลานศักดิ์สิทธิ์กลางหมู่บ้าน.... บริเวณที่สงวนไว้สำหรับบุรุษเพศเท่านั้น

ลานศักดิ์สิทธิ์

          ลานศักดิ์สิทธิ์นี้เรียกเป็นภาษาถิ่นว่า “นากามาล” (Nakamal) เป็นลานดินเกลี่ยเรียบจนสะอาด ทั้งเตียนทั้งโล่งและกว้างพอประมาณ ที่รายล้อมลานดินนี้คือต้นไม้ใหญ่ๆ หลายต้นที่ช่วยบังแดดให้ร่มเงาครึ้ม และมี “แทม แทม” (Tam Tam) กลองพื้นเมืองตั้งอยู่หลายต้น ขนาดเล็กบ้าง ใหญ่บ้าง กลองแทม แทม เป็นกลองที่สกัดจากไม้เพียงท่อนเดียวเพื่อให้เกิดเป็นร่องกลวงอยู่ตรงกลาง โดยที่ปลายข้างหนึ่งจะตัดเรียบเพื่อใช้วางตั้งไปบนพื้นดิน ส่วนปลายอีกด้านสลักเสลาเป็นเหมือนรูปหน้าเทพเจ้า ชาวบ้านทุกหมู่บ้านบนเกาะแอมบริมใช้การเคาะกลองแทม แทม เพื่อสื่อสารระหว่างกัน เช่นการเคาะเพื่อเรียกลูกบ้านให้มาประชุม การเคาะเพื่อแจ้งเรื่องด่วนจากหัวหน้าเผ่าหนึ่งไปอีกเผ่าหนึ่ง ท่อนไม้ที่ขนาดต่างกันทำให้เสียงออกมาแตกต่างกัน

         แต่ปัจจุบันนี้ โทรศัพท์มือถือได้เข้ามาทำหน้าที่แทนแทม แทม ไปแล้วเรียบร้อยแล้ว.... กลองแทม แทม เลยกลายเป็นเครื่องประดับเสียมากกว่า

          ที่ลานศักดิ์สิทธิ์มีเรือนพักของท่านหัวหน้าเผ่าตั้งอยู่ เป็นเรือนไม้ชั้นเดียวหลังคามุงจากหลังใหญ่ ไม้ที่นำมาประกอบเป็นเรือนนั้นสลักเสลาด้วยภาพเทพเจ้าและสิ่งศักดิ์สิทธิ์ตามความเชื่อ สวยงามมากๆ ขณะที่ผมยืนรอท่านเงียบๆ อยู่บนลานผมก็เริ่มเกร็งขึ้นมานะครับ ผมไม่รู้ว่าผมควรจะทำตัวอย่างไร ท่านหัวหน้าเผ่าจะดุไหม ผมจะทำอะไรที่ผิดจารีตหรือเปล่า

          แต่ความกังวลของผมจบสิ้นลงทันทีเมื่อท่านปรากฏตัวขึ้น ….

           อย่างแรกคือคอสตูมของท่านนั้นโดนใจผมมากๆ ที่คอของท่านมีสร้อยเขี้ยวหมูป่าสองเขี้ยวที่คล้องไขว้กันอยู่ และนั่นสมเป็นเขี้ยวหมูป่าที่สมบูรณ์งดงามสมคำร่ำลือ ข้อมือทั้งสองของท่านนั้นก็ใส่กำไลที่ทำจากเขี้ยวหมูป่าด้วย เขี้ยวสีขาวตามธรรมชาติของมันนั้นตัดฉับกับผิวคล้ำของท่าน ท่านหัวหน้านุ่งเพียงใบไม้เพื่อปกปิดร่างกายท่องล่างเท่านั้น ส่วนท่อนบนเปลือยเปล่า ผมสีขาวปนเทาของท่านทัดดอกไม้สีแดงสดดูอ่อนโยนและใจดี

          ผมอยากจะหยิบกล้องมาถ่ายท่านรัวๆ เลยนะครับ แต่ผมก็เกรงใจท่านมาก ผมคงดูเป็นแขกที่ไม่มีมารยาทมากๆ หากผมทำเช่นนั้น อย่างที่สองคือท่านไม่ดุเลย ใจดีมากๆ ด้วยซ้ำ และเมื่อผมขออนุญาตถ่ายภาพท่าน ท่านบอกว่า “โอเคทันที เมื่อการแนะนำตัวเสร็จสิ้นลง ระบำรอมก็เริ่มต้นขึ้น ณ ลานศักดิ์สิทธิ์แห่งนั้น

         ตามประเพณีนั้น ระบำรอมจะเล่นกันในเดือนสิงหาคมของทุกปี ซึ่งเป็นฤดูเก็บเกี่ยวผลผลิตทางเกษตรจากฤดูที่แล้วและกำลังจะหว่านไถเพื่อทำการเพาะปลูกในฤดูถัดไป เชื่อว่าการบูชาเทพเจ้าด้วยระบำนี้จะดลบันดาลให้การไถหว่านครั้งนี้นำผลผลิตมามากๆ เพื่อเลี้ยงปากเลี้ยงท้องชาวเผ่า

          การแสดงจะเริ่มด้วยเสียงกลองและเสียงขลุ่ยไม้ไผ่ ตามด้วยเสียงขับเพลงด้วยภาษาถิ่นอันไพเราะ สอดประสานกับจังหวะการเคาะท่อนไม้ไปเรื่อยๆ ผู้เต้นระบำจะใส่หน้ากากรูปทรงเหมือนสามเหลี่ยมแหลมสูงที่เปิดเฉพาะดวงตา บนยอดแหลมประดับขนนกและใบไม้ หน้ากากนั้นแต้มสีแดงสดและเขียวสดเป็นหลัก ซึ่งเป็นสีที่ผลิตจากใบไม้และดอกไม้ในท้องถิ่น ส่วนชุดที่สวมใส่นั้น เป็นชุดคลุมยาวจากคอถึงเท้าที่ทำจากใบตอผู้ร้องจะร้องและเคาะจังหวะไปเรื่อยๆ ผู้เต้นจะโยกตัวไปตามจังหวะและร้องรับเป็นช่วงๆ ระบำรอมใช้เวลาแสดงเกือบ 20 นาที จึงเสร็จสิ้น และตามประเพณีนั้น เมื่อการแสดงระบำรอมจบลง ผู้แสดงจะนำชุดคลุมที่สวมใส่อยู่นั้นไปทำลายทิ้งทันทีเพื่อป้องกันโชคร้ายและการก่อกวนของภูตผี ผู้ที่จะแสดงระบำรอมได้นั้นคือท่านหัวหน้าเผ่าเองและผู้ที่ท่านคัดเลือกและฝึกฝนมาเท่านั้น

     

        ผมตื่นเต้นกับระบำรอมมากๆ เพราะผมไม่เคยดูการแสดงอะไรเช่นนี้มาก่อน ตอนแรกๆ ผมก็นั่งระวังตัวตรงมากๆ ไม่กล้ากระดุกกระดิกหรือแม้แต่จะยกกล้องถ่ายรูปขึ้นมาบันทึกภาพไว้ จนผมต้องแอบกระซิบถามพี่เฟรดดี้ แกถึงกับหัวเราะพรวดออกมาเลยครับเมื่อเห็นผมนั่งตัวตรงราวกับอยู่ในพิธีสงฆ์ “ถ่ายรูปได้เลย เดินไปถ่ายใกล้ๆ ก็ได้ แต่อย่าเข้าไปที่ผู้เล่นระบำ และห้ามโดนเสื้อคลุมที่ทำจากใบตองนั้นเด็ดขาด” พี่เฟรดดี้บอก

         เมื่อระบำรอมจบลง ผมได้รับอนุญาตให้เข้าไปสัมผัสมือกับท่านหัวหน้าเผ่าและผู้เล่นทุกคน สิ่งที่สังเกตได้ชัดมากคือเขี้ยวโง้งใหญ่ที่ทำเป็นสร้อยคอประดับอยู่บนหน้าอกเปลือเปล่าและตัดสีผิวของผู้สวมใส่อย่างเห็นได้ชัด มันคือ "เขี้ยวหมูป่า" ที่เป็นมากกว่าเครื่องประดับ และมีเรื่องราวที่น่าสนใจตามวัฒนธรรมเมลานีเชียน

          เด็กชายเมื่อก้าวสู่วัยหนุ่มฉกรรจ์ต้องหัดเข้าป่าล่าสัตว์ การล่าหมูป่าเป็นหนึ่งในทักษะเบื้องต้น หมูป่าดุร้ายตัวผู้ที่เด็กหนุ่มสามารถล่าได้และนำกลับมาที่หมู่บ้านจะถูกนำมาเลี้ยงและเขี้ยวหมูป่าจะเป็นบทพิสูจน์ว่าชายหนุ่มผู้นั้นกล้า แกร่ง และเก่งเพียงไหน ปกติหมูป่าตัวผู้จะมีเขี้ยวงอกตามธรรมชาติ แต่มันไม่ได้โค้งงอเป็นวง มันยาวตรงโดยธรรมชาติ ดังนั้นการดัดเขี้ยวหมูป่าจนโค้งงอได้รูปสวยจึงเป็นฝีมือมนุษย์ล้วนๆ

           ชายหนุ่มต้องเอาชนะหมูป่าที่ดุร้ายให้เชื่องต่อเขาให้ได้เสียก่อน จากนั้นจึงค่อยๆ เอามือบิดเขี้ยวทีละนิดทีละนิดทุกวัน แล้วต้องค่อย ๆ ป้อนอาหารหมูป่าตัวนั้นด้วยมะละกอ กล้วย มะม่วงสุก หรือผักหญ้าต่าง ๆ เป็นอาหาร...ด้วยมือของเขาเอง เขี้ยวหมูป่าที่เริ่มงอกยาวขึ้น ๆ จะได้รับการดัดให้โค้งงอขึ้นจนเป็นวง และใช้เวลาเป็นปี ๆ โดยชายหนุ่มจะปล่อยให้หมูป่าหากินเองไม่ได้เพราะนั่นอาจทำให้เขี้ยวที่อุตส่าห์ดัดมานานต้องหัก บิ่น หรือเสียรูปทรง เขาจึงต้องป้อนอาหารและดูแลมันอยู่ทุกเมื่อเชื่อวัน ยิ่งเขี้ยวที่โค้งงอได้รูปเป็นวง มีสีขาวสะอาด และปราศจากรอยขูดขีดเพียงใด ก็ยิ่งแปลว่าชายหนุ่มผู้นั้นสามารถพิชิตหมูป่าได้สำเร็จและดูแลมันได้อย่างดีเท่านั้น

          เขี้ยวหมูป่าจึงเป็นหมือน “สถานะทางสังคม” อย่างหนึ่ง

          ในกรณีท่านหัวหน้าเผ่า เขี้ยวหมูป่าคู่ที่เห็นนี้ ใช้เวลาดัดและดูแลมานานกว่า 15 ปี จึงสมบูรณ์สวยงามอย่างที่เห็นอยู่ ผมมีโอกาสไปดูเขี้ยวหมูที่ได้รับการดัดมา 2 ปีด้วยครับ มันเพิ่งโค้งขึ้นมานิดเดียวเท่านั้น นั่นแปลว่ายังต้องดูแลกันไปอีกนานมาก เสียดายที่วัฒนธรรมนี้กำลังสูญสลายไปจากวานูอาตูและกลุ่มประเทศเมลานีเชียนไปเรื่อยๆ

นี่ครับ ดัดมาสองปีเพิ่งจะได้เท่านี้เอง

         เย็นนั้นผมลาท่านหัวหน้าเผ่าเดินกลับบังกะโลริมหาด ท่านบอกผมว่า “ขอบคุณที่มาเยี่ยม และขอบคุณที่สนใจเรื่องราวของเรา”

          ผมบอกท่านว่าผมต่างหากที่ต้องขอบคุณท่านที่เปิดหูเปิดตาผม เรื่องราวที่ผมได้รับรู้ในวันนี้ทำให้ผมมองชาวเผ่าบนเกาะเล็กๆ แห่งนี้ในอีกมิติหนึ่งที่ผมไม่เคยเห็นมาก่อน

          ที่สำคัญ... เขี้ยวหมูป่านั้นไม่ใช่เพียงเครื่องประดับกาย แต่มันคือเครื่องประดับเกียรติของผู้สวมใส่เลยทีเดียว

ไปต่อ "เมื่อหนุ่มไทยสมัครใจมีคุณแม่ชาววานูอาตู" คลิก 

STORY BY โลจน์ นันทิวัชรินทร์

ABOUT THE AUTHOR
โลจน์ นันทิวัชรินทร์

โลจน์ นันทิวัชรินทร์

หนุ่มเอเจนซี่โฆษณาผู้มีปรัชญาชีวิตว่า "ทำมาหาเที่ยว" เพราะเรื่องเที่ยวมาก่อนเรื่องกินเสมอ ชอบไปประเทศนอกแผนที่ที่ไม่มีใครอยากไปเลยต้องเต็มใจเป็น solo backpacker

ALL POSTS