HAPPENING BKK
NLINE MAGAZINE
×
ตามไปดู "เรื่องของโอ่ง" ที่ราชบุรี
by วรวุฒิ พยุงวงษ์
28 ส.ค. 2561, 03:27
  1,589 views

โอ่ง หาดูยากขึ้นทุกที ถ้าคิดถึงโอ่ง ตรงไปที่ "เรื่องของโอ่ง" ที่ราชบุรีกันเลย

        นับจากปีพ.ศ.2476 ที่นายจือเหม็ง แซ่อึ้งกับเพื่อนๆ ร่วมลงเงิน 3,000 บาทตั้งโรงงานทำโอ่งเถ้าเซ่งหลีขึ้น จังหวัดราชบุรี เจ้าของเนื้อดินสีแดงคุณภาพเทียบเท่าดินทำโอ่งมังกรเมืองจีน ก็กลายเป็นศูนย์รวมของโรงงานผลิตโอ่งจนเป็นที่ขึ้นชื่อมาเป็นเวลากว่า 80 ปีกับโรงงานผลิตโอ่งมากถึง 42 แห่ง อย่างไรก็ตาม การเปลี่ยนแปลงทางยุคสมัย และค่านิยม ของใช้ประจำบ้านแทบทุกครัวเรือนได้ถูกลดบทบาทลงเป็นเพียงของตกแต่งอาคารตัวเรือน และค่อยๆ หดหายจนปัจจุบัน...โอ่งหายไป...

รหัสวิดน้ำแขวนโอ่งทางด้านหน้ากลางบ่อเลี้ยงปลาคราฟ

        “เรื่องของโอ่ง” จึงถูกก่อตั้งขึ้นบนพื้นที่กว่า ไร่บนถนนสายหลักเข้าสู่ตัวเมืองราชบุรี เพื่อสืบสานตำนานอารยธรรมโอ่งกว่า 100 ปีผ่านการใช้สื่อผสมร่วมกับภาพเคลื่อนไหว 3มิติ, พิพิธภัณฑ์ประวัติศาสตร์โอ่ง และห้องกิจกรรมสาธิต พร้อมให้ผู้เข้าชมร่วมแสดงฝีมือตกแต่งโอ่งด้วยตัวเอง 

        บ่ายวันที่เราเดินเข้ามาในสถานที่แห่งนี้ ภาพความทรงจำสมัยเด็กๆ ก็ปรากฏขึ้นในใจ ไม่ว่าจะเป็นโอ่งเลี่ยน และโอ่งลายดอกกับโอ่งมังกรรอบตัวบ้านสมัยเด็ก โอ่งเหล่านี้จะถูกวางไว้ทั่วตัวบ้าน ทั้งใน และนอกอาคารสำหรับใช้เก็บน้ำฝนสำรองเผื่อน้ำประปาขาดมือ เหนืออื่นใด ในกรณีของโอ่งรองน้ำฝนนอกตัวบ้าน คุณป้าบอกว่าเสียดายเวลาฝนเท แทนที่จะให้น้ำฝนไหลลงดินไป ควรเก็บเอาไว้ใช้ ทั้งทำอาหาร และซักล้างต่างๆ รวมถึงโอ่งมังกรประดับสวน ในกรณีหลัง พอโอ่งแตก ผุพังไปตามเวลา พี่สาวก็บอกว่าไม่ต้องซื้อใหม่ เพราะนางมีแผนจะปลูกต้นไม้อื่นแทน โอ่งในบ้านจึงค่อยๆ ลดจำนวน และลดบทบาทลงไปจนถึงยุคที่ระบบลำเลียงน้ำยุคใหม่มอบประสิทธิภาพเต็มพิกัด รองรับการแต่งบ้านสมัยใหม่ ซึ่งไม่เข้ากับลวดลายโอ่งมังกรแต่อย่างใด ในวันนี้ ไม่เพียงแต่บ้านของเรา แต่แทบทุกบ้านก็ปราศสิ้น “ศิลปะโอ่งมังกร”

        พิพิธภัณฑ์โอ่ง ทำให้เราได้เรียนรู้ในวันนี้ว่าโอ่งยุคแรกของไทยยังไม่มีลวดลายใดๆ อย่างที่เรียกว่า “โอ่งเลี่ยน” จนต่อมามีการคิดลวดลายดอกติดบนพิมพ์ไม้ไปตีพื้นรอบโอ่งจนกลายเป็นรายละเอียดประติมากรรมนูนต่ำ รวมถึงนูนสูง โดยนำเข้าดินขาวจากเมืองจีนมาใช้ติดเป็นลายมังกรเลียนแบบโอ่งมังกรแท้ของเมืองจีน จนถึงกาลที่ต้นทุนนำเข้าสูงเกิน จึงหันมาหาแหล่งผลิตดินใหม่ในเมืองไทยเอง นั่นคือดินจากภาคตะวันออกแถบชลบุรี และระยอง

        โอ่ง ถือเป็นหัตถศิลป์ สะท้อนถึงสุนทรียศาสตร์ในการดำเนินชีวิตของคนยุคก่อนอย่างแท้จริง เริ่มจากขั้นตอนของการหมักดินเหนียวในบ่อเป็นเวลา วันเพื่อให้เนื้อดินอ่อนตัวแล้วจึงใช้พลั่วซอยดิน เพื่อให้ดินอิ่มน้ำก่อนมาถึงกรรมวิธีผสมดินในเครื่องนวด และผ่านเครื่องรีดก่อนใช้ “โถ่งเก็ง” เครื่องมือเหล็ดตัดดินออกมาให้ได้ขนาดสำหรับขึ้นแป้นหมุนปั้นโอ่ง

         กระบวนการปั้นโอ่งนั้นจำต้องอาศัยแรงงานคนถึงคน ประกอบไปด้วยคนตักดิน, ช่างปั้น และผู้ช่วย โดยเริ่มจากการกดดินให้แบนบนปั้นหมุนมอเตอร์ไฟฟ้า ค่อยๆ รีดให้เนื้อดินแผ่ตัวก่อนประคองดินขึ้นรูปทรงโอ่งจนได้ขนาดตามต้องการจึงยกลงจากแป้นไปผึ่งแห้ง และเตรียมทำขอบ หรือปากโอ่งต่อไป

        เมื่อโอ่งขั้นตอนแรกแห้งตัว ก็มาถึงการทำปากโอ่ง หรือขอบโอ่งด้วยเครื่องมือเฉพาะกิจอีกชุด จากนั้นก็ต้องขนย้ายอย่างระมัดระวังไม่ให้โอ่งเบี้ยวเพื่อผึ่งลมโอ่งจนแห้งสนิท แล้วจึงนำมาขึ้นแท่นหมุนอีกครั้งในขั้นตอนเขียนลายโอ่งด้วย “ดินติดดอก” อันผสมขึ้นจากดินเหนียวกับดินขาว เมื่อติดลายเรียบร้อย ก่อนลำเลียงโอ่งไปเผาก็ต้องเคลือบผิวด้วยน้ำเคลือบซึ่งปรุงจากน้ำโคลนผสมขี้เถ้าร่อนละเอียด กระบวนการเผาในห้องเผาโอ่งซึ่งร้อนถึง 1,150 – 1,200 องศาเซลเซียสยังต้องใช้เวลาเกือบ วัน และผึ่งแห้งหลังจากนั้นอีก 10-15 ชั่วโมง

        คงไม่เกินเลยอะไรหากจะบอกว่าโอ่งหนึ่งใบนั้นคือ the fruit of painstaking & value of timing เฉกเช่นหัตถศิลป์หายากระดับโลกทั้งหลาย ปัจจุบัน โรงงานโอ่งหลายแห่งอย่างเถ้า ฮง ไถ่ ซึ่งถือเป็นผู้ผลิตรายใหญ่สุดต้องพลิกกลยุทธ์ในการดำเนินธุรกิจ ไปสู่การผลิตเครื่องกระเบื้อง และเซรามิก ซึ่งมีความจำเป็นกว่าแทนการทำโอ่งขาย กระนั้น โรงงานใหญ่เหล่านี้ก็ยังอนุรักษ์สงวนศิลปะการทำโอ่งไว้โดยเฉพาะโอ่งมังกร อันเทียบเท่าศิลปะชั้นสูงของการทำโอ่ง เช่นเดียวกับโอ่งเรืองศิลป์ ซึ่งตัดสินใจเปิด “เรื่องของโอ่ง” ขึ้นมา ก็เพื่อเป็นศูนย์การเรียนรู้ให้คนรุ่นไร้โอ่งได้มีเรื่องของโอ่งไว้เล่าขานสืบต่อไป

STORY AND PHOTO BY วรวุฒิ พยุงวงศ์

 

ABOUT THE AUTHOR
วรวุฒิ พยุงวงษ์

วรวุฒิ พยุงวงษ์

At boundary of athletics and beauty, I write and play

ALL POSTS