HAPPENING BKK
NLINE MAGAZINE
×
ต่อลมหายใจของเล่นพื้นบ้าน กับโครงการ “ดีแทคพลิกไทย”
by L. Patt
11 มิ.ย. 2561, 23:06
  2,762 views

ของเล่นพื้นบ้านกำลังจะล้มหายตายจาก โชคดีที่พิพิธภัณฑ์เล่นได้ จ. เชียงราย ได้รับเลือกเป็นหนึ่งใน 10 ทีมที่ได้รับทุนจากโครงการ ดีแทคพลิกไทย ปั้นต้นแบบโรงเล่นออนไลน์สำหรับนักประดิษฐ์

       เด็กๆ ยุคนี้โดยเฉพาะในเมืองคงแทบไม่รู้จักหรือนึกไม่ออกว่า คนสมัยก่อนทำของเล่นเองแบบไหนยังไง เพราะของเล่นจากโรงงานอุตสาหกรรมเข้ามาแทนที่ในชุมชน ทำให้บทบาทของของเล่นพื้นบ้านค่อยๆ ถูกลดทอนลงจนหายไปจากสังคมไทย แต่น่าดีใจที่ของเล่นพื้นบ้านกลับมีชีวิตขึ้นมาอีกครั้งเมื่อชาวชุมชนบ้านป่าแดด อ. แม่สรวย จ. เชียงราย ได้ก่อตั้งกลุ่มคนเฒ่าคนแก่ขึ้นเมื่อปี 2540 เพื่อฟื้นฟูภูมิปัญญาของเล่นพื้นบ้านจากความทรงจำของป้ออุ๊ยแม่อุ๊ย (ปู่ย่าตายาย) แล้วถ่ายทอดไปสู่เยาวชนรุ่นใหม่ผ่านกระบวนการทำงานชุมชน จนสามารถริเริ่มพิพิธภัณฑ์เล่นได้ในปี 2549  

        วีรวัฒน์ กังวานนวกุล หรือ ปุ๊ ผู้ที่มีส่วนสำคัญในการผลักดันพิพิธภัณฑ์เล่าว่า บ้านป่าแดดเป็นสังคมเกษตรกรรมที่มีความหลากหลายทางชาติพันธุ์ และมีสภาพไม่ต่างจากหลายๆ ชุมชนในอดีตที่เหลือแต่คนเฒ่ากับเด็กส่งผลให้เกิดช่องว่างระหว่างวัยเยอะมาก ของเล่นภูมิปัญญาจึงกลายเป็นเครื่องมือสื่อสาร เชื่อมคนสองวัยให้มีปฏิสัมพันธ์กัน นอกจากนี้ พิพิธภัณฑ์ยังนำเสนอของเล่นพื้นบ้านในมิติทางสังคม วัฒนธรรม และวิทยาศาสตร์ผ่านการ "เล่น" ที่สนุกสนานและเข้าถึงของเล่นในความหมายที่มากกว่า

        "ของเล่นทุกชิ้นมีที่มา มีเรื่องเล่า มีคุณค่า เราต้องใส่เนื้อหาเข้าไปเพื่อให้เด็กเข้าใจถึงที่มา เห็นความสำคัญของตัวของเล่น มองออกว่าของเล่นมาจากไหน เล่นแล้วมีประโยชน์ยังไง เกิดอะไรขึ้นจากการเล่น” คุณปุ๊กล่าว “เราสอนให้เด็กทำของเล่นจากวัสดุธรรมชาติหลากหลายที่หาได้จากในพื้นที่ และสอนการใช้เครื่องมืออย่างปลอดภัย โดยมีห้องปฏิบัติการที่ดีแทคให้การสนับสนุนุเงินลงทุน ซึ่งแล็บแห่งนี้ไม่ใช่แค่พื้นที่สำหรับออกแบบของเล่น แต่เป็นการออกแบบชีวิตของชุมชน ออกแบบชีวิตของเด็กได้ ถ้าเราทำโมเดลเล็กๆ ภายใต้งบประมาณที่มี มันจะเป็นโมเดลให้ชุมชนอื่นๆ เห็นว่า การสร้างสิ่งเหล่านี้ไม่จำเป็นต้องใช้เงินเยอะ เพียงแต่ต้องค้นหาตัวเองให้เจอว่ามีต้นทุนทางสังคมและวัฒนธรรมอะไร แล้วก็นำมาประยุกต์ใช้ให้เกิดประโยชน์กับชุมชนของตัวเอง”

        เมื่อ 10 ปีที่แล้ว คุณปุ๊ มีแนวคิดจะสร้างโรงประกอบฝัน (Maker Space) เพื่อให้เป็นพื้นที่สร้างสรรค์ โดยต้นทางคือได้ของเล่น แต่ปลายทางคือ การทำให้เด็กค้นพบ ถ้าเด็กนั่งฟังในห้องเรียนประเดี๋ยวก็ลืม แต่ถ้าเห็นก็พอจะจำได้ พอได้ลงมือทำจะเข้าใจ และถ้าได้เล่นจะค้นพบว่าเด็กชอบและถนัดอะไรจากการเล่น แต่ทำไม่สำเร็จเพราะไม่มีผู้สนับสนุนเงินทุน ขณะเดียวกัน กลุ่มคนเฒ่าคนแก่ก็เหลือผู้สูงอายุที่ยังมีสุขภาพแข็งแรงและสามารถทำของเล่นได้เพียง 20% ทำให้หวั่นวิตกว่า ของเล่นพื้นบ้านคงจะต้องหายไปอีกครั้งในอนาคตอันใกล้นี้อย่างแน่นอน ซึ่งเป็นเรื่องที่น่าเสียดายมาก หากวันหนึ่งมันจะต้องหายไปพร้อมกับการปิดตัวลงของพิพิธภัณฑ์เล่นได้

       วันนี้ โรงประกอบฝันได้กลายเป็นจริงหลังจากไอเดียสร้างเมกเกอร์สเปซเป็นหนึ่งในผู้เข้ารอบ 10 ทีมสุดท้ายที่จะเข้าสู่รอบการระดมทุนในเฟสถัดไปภายใต้โครงการ  “ดีแทคพลิกไทย” ปี 2561 โดยพิพิธภัณฑ์เล่นได้ จะสร้างเมกเกอร์สเปซให้กลุ่มครอบครัวที่เห็นความสำคัญของการเรียนรู้ผ่านการเล่นและลงมือทำ รวมถึงสอนกลุ่มครูที่สนใจอยากนำเอากระบวนการเรียนรู้ผ่านการเล่นเข้าไปใช้ในหลักสูตรของโรงเรียน ซึ่งการทำของเล่นพื้นบ้านยุคใหม่ จะมีการนำเทคโนโลยีเข้ามาช่วยออกแบบและทุ่นแรงเพื่อให้งานที่ออกมาดูน่าสนใจมากกว่าของเล่นแบบเดิมๆ ในอดีต และปลอดภัยกับผู้ใช้งาน นอกจากนี้ พิพิธภัณฑ์จะสร้างเมกเกอร์สเปซออนไลน์ผ่าน YouTube นำเสนอความรู้ผ่านการเล่นและสร้างของเล่นพื้นบ้านที่สามารถส่งเสริมจินตนาการให้กับเด็กๆ ได้ ซึ่งจะเป็นช่องทางที่ทำให้คนเข้าถึงได้มากขึ้น

       คุณปุ๊ ยังบอกอีกว่า หลายประเทศ เช่น ฟินแลนด์ ได้เปลี่ยนระบบการศึกษาระดับประถมวัย โดยเห็นความสำคัญในการพัฒนาสมองผ่านการเล่น แต่เราคงไม่สามารถไปพลิกอะไรที่ใหญ่ระดับโครงสร้างของประเทศได้ เราจึงเริ่มพลิกจากสิ่งที่เราทำได้คือพลิกจากพิพิธภัณฑ์ให้เป็น "โรงเล่น" เพื่อเปลี่ยนรูปแบบการทำงานและลบภาพจำแบบพิพิธภัณฑ์เดิมๆ ออกไป ของเล่นพื้นบ้านไม่จำเป็นว่าต้องโบราณ ไม่จำเป็นต้องมีแค่จุดหมุน แต่สิ่งสำคัญคือ ของเล่นต้องมีที่ว่างให้เกิดจินตนาการ ถ้าโรงเรียนทำหน้าที่สอนความรู้ โรงเล่นจะทำหน้าที่ชวนเด็กๆ ออกไปหาความรู้ผ่านการเล่น ดังนั้น โรงเล่นจึงไม่ได้สร้างเพียงแค่พื้นที่เล่น หากแต่ยังสามารถสร้างแรงบันดาลใจให้กับเด็กๆ ได้อีกด้วย

        ราจีฟ บาวา รองประธานเจ้าหน้าที่บริการกลุ่มกิจการองค์กรและพัฒนาธุรกิจ บริษัท โทเทิ่ลแอ็คเซ็ส คอมมูนิเคชั่น จำกัด (มหาชน) กล่าวว่า ดีแทคริเริ่มโครงการดีแทคพลิกไทยเมื่อปีที่แล้ว โดยหวังว่าจะสร้างแนวทางการแก้ปัญหาสังคมได้อย่างยั่งยืน โครงการนี้จะเปิดกว้างให้กลุ่มคนเสนอไอเดียว่า พวกเขาจะสามารถช่วยเหลือสังคมได้อย่างไร แต่มันไม่ใช่เรื่องง่ายที่จะแก้ปัญหาได้ เพราะแต่ละกลุ่มต้องมีทิศทางที่ชัดเจนว่าต้องการแก้ปัญหาอะไร และมีทักษะในการบริหารจัดการอย่างไร ที่สำคัญกว่านั้นก็คือ ต้องมีเครือข่ายหรือพันธมิตรจึงจะทำให้แก้ปัญหาได้อย่างยั่งยืน ด้วยเหตุนี้ ดีแทคจึงเข้ามาช่วยเติมเต็มสิ่งที่โครงการพัฒนาขาดอยู่ โดยใช้เทคโนโลยีดิจิทัลเข้ามาเสริมสร้างให้โครงการมีความแข็งแกร่งยิ่งขึ้นหนุนพลังของคนเพื่อการเปลี่ยนแปลงสังคมให้ดียิ่งขึ้น โดยปีนี้ มีกลุ่มคนที่เข้ารอบ 10 สุดท้ายจากผู้เสนอไอเดียกว่า 500 โครงการ ซึ่งจะได้เข้าไปสู่รอบการระดมทุนในเฟสถัดไป

         โครงการดีแทคพลิกไทยมีการระดมทุนออนไลน์ผ่านเว็ปไซต์ เทใจดอทคอม (www.taijai.com) ซึ่งเป็นพื้นที่กลางในการระดมทุนเพื่อโครงการที่เน้นความคิดสร้างสรรค์ สร้างประโยชน์แก่ชุมชนและสังคมในแง่มุมใหม่ มีความยั่งยืน และขยายผลได้ หรือการบริจาคผ่านทาง USSD ของดีแทค (บริการข้อความสั้นแบบ Interactive) โดยลูกค้าดีแทคที่บริจาคผ่าน เทใจดอทคอม ตั้งแต่ 2,000 บาทขึ้นไป ดีแทคจะได้ปรับสถานะ DTAC Reward เป็น Blue Member แก่ผู้บริจาคที่ใช้เลขหมายของดีแทคเป็นระยะเวลานาน 1 เดือน โดยผู้บริจาคจะได้รับสิทธิพิเศษนี้ภายใน 3 สัปดาห์หลังการบริจาคผ่าน SMS ราจีฟ บอกว่า เพื่อให้ทั้ง 10 ทีม สามารถดำเนินโครงการได้อย่างต่อเนื่อง ดีแทคจึงบริจาคเป็นเงินตั้งต้นให้ทีมละ 100,000 บาท พร้อมทั้งให้การสนับสนุนด้านการฝึกอบรมและพัฒนาโครงการกับผู้เชี่ยวชาญทั้งจากจีแล็บ มหาวิทยาลัยธรรมศาสตร์และผู้เชี่ยวชาญด้านเทคโนโลยีจากดีแทค

ติดตามรายละเอียดโครงการได้ที่ www.dtac.co.th/plikthai และ https://th-th.facebook.com/gummoon/

 

ABOUT THE AUTHOR
L. Patt

L. Patt

ALL POSTS