HAPPENING BKK
NLINE MAGAZINE
×
ไปกัลล์ไหม ?
by โลจน์ นันทิวัชรินทร์
31 ธ.ค. 2560, 10:38
  2,470 views

ผมมาชวนไปกัลล์ครับ..... เพราะผมไปมาแล้วและยังแอบอยากกลับไปอีก บอกได้เลยว่าเมืองเล็ก ๆ แห่งนี้ในศรีลังกาไม่ธรรมดาเลย กัลล์มีอะไรต่อมิอะไรให้นักเดินทางช่างเที่ยวอย่างเราได้ซาบซึ้งและซึมซับอีกมากมากมาย ไม่ว่าจะเป็นศิลปะ วัฒนธรรม และสถาปัตยกรรมที่ผสมผสานระหว่างโปรตุเกส ดัตช์และสิงหลซี่งล้วนได้รับการอนุรักษ์ไว้เป็นอย่างดีภายในป้อมปราการสูงตระหง่านที่ช่วยปกป้องเมืองมรดกโลกแห่งนี้ไว้ให้ยังคงอยู่ในห้วงเวลาของอดีตอันรุ่งเรือง แต่ก่อนจะเริ่มออกเดินทางไปเมืองนี้ ผมอยากจะขออธิบายเกี่ยวกับชื่อเมืองสักหน่อยนะครับ เพราะก่อนไป Galle ผมได้ยินคนเรียกชื่อเมืองนี้ว่า “กอลล์” แต่เมื่อผมไปถึงที่ศรีลังกา ผมได้ยินคนเรียกทั้งกอลล์และกัลล์ อ้าว.....ตกลงต้องอ่านว่าอย่างไรจะ กัลล์ หรือจะ กอลล์ กันแน่? “อ่านได้ทั้งสองอย่างครับ” คุณลุงชานติ คนขับรถผู้ที่อาสาพาผมจากโคลอมโบไปกัลล์เป็นคนเฉลยให้ฟัง “คนศรีลังกาอ่านชื่อเมืองนี้ว่า กัลล์ แต่คนอังกฤษที่มาปกครองประเทศนี้อยู่สมัยหนึ่งอ่านชื่อเมืองนี้ว่า กอลล์ ครับ” ดังนั้นผมขอเอ่ยถึงเมืองนี้ว่า กัลล์ ตามแบบเจ้าของประเทศตัวจริงเขาละกันนะครับ

 

กว่าจะเจอะกัลล์

 

คุณลุงชานติ ชาวสิงหลหนุ่มใหญ่วัย 50 กว่าปี มารับผมแต่ 8 โมงเช้าพร้อมกับรถคันใหญ่นั่งสบาย “พ่อหนุ่ม...เราจะไปถึงกัลล์เย็นนี้นะ วันนี้อยู่ในรถกับลุงทั้งวัน” “อะ...อะ..อะไรนะครับคุณลุง ผมอ่านหนังสือมาเขาบอกว่ากัลล์ห่างจากโคลอมโบแค่ 119 กิโลเมตรเท่านั้นไม่ใช่หรือครับ ทะ..ทะ..ทำไมใช้เวลานานแบบนี้?” ผมฝันมาตั้งแต่ลืมตาตื่นว่าระยะทางแค่นี้อีกไม่เกิน 2 ชั่วโมง ผมน่าจะได้นอนอยู่ริมทะเล สูดอากาศสดชื่น พร้อมดูดน้ำมะพร้าวจ๊วบ ๆ อยู่ที่กัลล์แล้ว “ฮะ ฮะ ฮ่า ฮ่า ฮ่า... No way พ่อหนุ่ม ยูฝันไปล่ะ ระยะทางน่ะ 119 กิโลเมตรจริง แต่ใช้เวลา 6 – 8 ชั่วโมงนะจ๊ะนายจ๋า” ลุงชานติหัวเราะร่าพร้อมปลุกผมให้ตื่นจากฝันด้วยความจริงอันโหดร้าย และแล้วผมก็เริ่มเข้าใจว่าทำไมถึงใช้เวลานานขนาดนั้น การจราจรในโคลอมโบนั้นติดหนุบหนับอีรุงตุงนังมากครับ เราใช้เวลาไปเป็นชั่วโมงกว่าจะออกมาจากเมืองหลวงแห่งนี้ได้ นอกจากนี้ถนนที่เชื่อมเมืองต่าง ๆ ในศรีลังกามักจะเป็นถนนเล็กขนาด 2 เลนสวนกันเท่านั้น รถราทีวิ่งขวักไขว่นั้นมีหลายประเภท แต่เจ้าถนนตัวจริงคือรถโดยสารสาธารณะคันใหญ่ที่ขยันจอดรับส่งผู้โดยสารข้างทางอยู่เสมอ การจะแซงกันนั้นไม่สามารถทำได้ง่าย ๆ เลย เพราะถนนแคบ ทัศนวิสัยไม่ชัดเจน และมีรถจำนวนมากที่วิ่งต่อแถวกันไปเรื่อย ๆ นั่นจึงเป็นตัวแปรที่ทำให้เราใช้เวลาเดินทางค่อนข้างมาก “พ่อหนุ่ม...ตื่น ตื่น ถึงแล้ว” ลุงชานติปลุกผมเมื่อรถเลี้ยวเข้ามาจอดที่โรงแรมที่กัลล์ในเวลาเย็น “Welcome to Galle.. เที่ยวให้สนุกนะ อีก 5 วันลุงจะมารับกลับไปโคลอมโบ” ลุงชานติกล่าวต้อนรับสู่กัลล์พร้อมอำลาผมกลับสู่โคลอมโบในคืนนั้น อ้า......ในที่สุดผมก็ได้มายืนริมมหาสมุทรอินเดีย สูดไอทะเล แล้วก็ดูดมะพร้าวจ๊วบ ๆ ที่กัลล์เสียที กัลล์เก๋ไก๋ หากอยากสัมผัสความเก๋ไก๋ของกัลล์ให้ได้ครบถ้วนนั้นก็ต้องเตรียมแรงไว้เดินให้ทั่ว กัลล์ไม่ใช่เมืองใหญ่เดินเที่ยวได้สบาย ๆ และการเดินจะช่วยให้มองเห็นรายละเอียดของเมืองนี้ได้มากมาย ผมรวบรวมเรี่ยวแรงออกเที่ยวกัลล์ตั้งแต่เช้าโดยเริ่มที่ป้อมปราการของกัลล์ (Galle Fort’s Rampart) เป็นจุดแรก ป้อมปราการแห่งนี้สร้างตั้งแต่ศตวรรษที่ 17 เมื่อชาวยุโรปได้เดินทางเข้ามาครอบครองกัลล์นับตั้งแต่ชาวโปรตุเกส แล้วก็ดัตช์ ต่อมาก็คืออังกฤษ ป้อมปราการสูงตระหง่านแห่งนี้โอบล้อมรอบกัลล์ไว้ได้ทั้งเมือง และถือได้ว่าเป็นหนึ่งในป้อมปราการที่ใหญ่ที่สุดและยังอยู่ในสภาพที่ดีมาจวบจนปัจจุบัน ถนนอิฐแบบยุโรปค่อย ๆ พาเราเลาะขึ้นไปยังจุดสูงสุดโดยมีทิวทัศน์ของมหาสมุทรอินเดียอันกว้างใหญ่เป็นรางวัล เราสามารถยืนรับไอทะเลพร้อมสูดหายใจให้หายเหนื่อย หลังจากป้อมปราการแล้ว ทางเดินเลียบทะเลจะพาเราวกกลับเข้าสู่ตัวเมือง ทีนี้ก็จะเป็นการเดินเที่ยวไปไหนต่อไหนแบบ “ตามใจฉัน” ได้เลยครับ สำหรับผมนั้น ขอเริ่มที่ประภาคารเก่าแก่คู่เมืองกัลล์ที่ตั้งตระหง่านมาตั้งแต่ปี ค.ศ. 1938 เราสามารถไต่กระไดขึ้นไปชมความงามของทิวทัศน์จากด้านบนได้ จากประภาคาร เราก็จะผ่านมายังมัสยิดใหญ่ของเมืองที่ชื่อว่า Meeran Jumma Masjid ซึ่งเป็นสถาปัตยกรรมผสมผสานแบบยุโรปและอิสลามที่สร้างตั้งแต่ ค.ศ. 1750 ในขณะนั้นมีคนมาสวดมนต์ทำละหมาดได้ยินเสียงสวดที่ไพเราะและขลังมาก ๆ กัลล์เป็นเมืองท่าสำคัญในอดีตจึงมีชนชาติหลากหลายเผ่าพันธุ์มาตั้งถิ่นฐานอาศัยอยู่รวมกัน แล้วหากเดินต่อไปจากมัสยิดอีกไม่นาน เราก็จะไปถึงโบสถ์คริสต์โรมันคาธอลิกโบสถ์ใหญ่เรียกกันง่าย ๆ ว่า “โบสถ์ดัตช์” (Dutch Reformed Church) ซึ่งออกแบบและสร้างโดยชาวดัตช์ที่เข้ามาครอบครองเมืองนี้ต่อจากชาวโปรตุเกส พร้อมกับผลักดันให้กัลล์เป็นศูนย์กลางการค้าสำคัญของบริษัทสัญชาติดัตช์ที่เราคุ้นเคยกันดี นั่นคือบริษัทดัตช์ อีสต์ อินเดีย จำกัด (Dutch East India Company Limited) โบสถ์ดัตช์แห่งนี้สร้างมาตั้งแต่ ค.ศ. 1754 ภายในโบสถ์มีกระจกสีหลากสีสวยงามกรุบานหน้าต่าง เมื่อแสงแดดส่องผ่านเข้ามาทำให้ภายในดูสวยงามอย่างประหลาด ภายในยังมีออร์แกนยักษ์ใหญ่ที่เคยใช้บรรเลงโดยอาศัยแรงคนช่วยกันสูบลม เสียดายว่าปัจจุบันออร์แกนโบราณหลังนี้ไม่สามารถบรรเลงได้อีกแล้ว ด้านข้างของโบสถ์เป็นสุสานโบราณพื้นที่ไม่กว้างใหญ่นัก มีต้นลั่นทมต้นใหญ่ออกดอกสีขาวมอบความสงบและร่มเย็นให้กับผู้ที่พักพิงในวาระสุดท้าย ณ ที่แห่งนี้ไปตลอดกาล เมื่ออกมาด้านหน้าโบสถ์ หากเงยหน้าขึ้นไป ก็จะเห็นหน้าจั่วทรงระฆังคว่ำ (Dutch Bell Gable) ที่ ๆ ใครเห็นก็ต้องร้องอ๋อทันทีว่าอาคารนี้เป็นสถาปัตยกรรมแบบดัตช์แท้ ๆ แน่นอนเพราะหน้าจั่วแบบนี้พบได้ทั่วเนเธอร์แลนดส์ หากใครได้ไปชม ก็อย่าลืมเหลือบตาแหงนหน้าสังเกตนะครับ ใกล้ ๆ กับโบสถ์ดัตช์มีอีกโบสถ์ที่เก่าแก่เช่นกันนั่นคือ All Saints Church ซึ่งเป็นโบสถ์คริสต์นิกายแองกลิคันที่สร้างตั้งแต่ ค.ศ. 1868 เป็นสถาปัตยกรรมแบบกอธิคที่ตั้งตระหง่านมองเห็นได้ไกลแม้จากบนป้อมปราการ และถือว่าเป็น Landmark ของเมืองเลยทีเดียว โบสถ์นี้ใหญ่กว่าโบสถ์ดัตช์พอสมควร และให้ความรู้สึกเป็นอังกฤษมากทั้งภายนอกและภายใน โดยเฉพาะภายในนั้นงดงามอลังการกว่าโบสถ์ดัตช์มาก ไม่ว่าจะเป็นหน้าต่างกรุกระจกสีหลากสีฝีมือละเอียดที่เล่าเรื่องราวของพระเยซูคริสต์ แท่นธรรมาสน์ (Pulpit) ที่สร้างจากไม้และแกะสลักอย่างละเอียดละออ กระเบื้องปูพื้นที่ใช้สีแดง-ส้มอิฐ-น้ำตาล และเหลืองอย่างได้จังหวะลงตัว ขอแนะนำให้ใช้เวลานั่งพักในโบสถ์นี้สักพักใหญ่ ๆ นอกจากจะช่วยคลายร้อนคลายเมื่อยแล้ว ยังได้ค่อย ๆ ละเลียดชมความงามภายในโบสถ์สวยวิจิตรหลังนี้ได้อีกด้วย เดินต่อไปจากโบสถ์คริสต์ ไม่นานเราก็จะเจอสถูปสีขาวองค์ใหญ่ของวัดศรีสุธรรมาลย์ (Sri Sudhamalaya Buddhist Temple) เป็นอันว่าเรามาถึงเขตของชาวพุทธ พูดถึงตัววัดนั้นเป็นอาคารสีขาวออกแนวยุโรป แต่ตัวองค์สถูปใหญ่นั้นบอกได้ชัดว่าเป็นวัดของชาวพุทธที่คนไทยชินตา สำหรับผมนั้นชอบกำแพงวัดครับ เพราะเป็นลายกราฟฟิคสีดำตัดขอบขาวแบบลายหินแตกดูสวยแปลกตามา   ที่กัลล์มีพิพิธภัณฑ์ดี ๆ ให้เลือกชมอยู่มากมายตามความสนใจของแต่ละคน ที่ผมเลือกเข้าไปดูคือพิพิธภัณฑ์ซึ่งเดิมเป็นอาคารที่ทำการเก่าของบริษัทดัตช์ อีสต์ อินเดีย จำกัด ที่เป็นบ้านทรงยุโรปโบราณหลังใหญ่ และมีสวนน้อย ๆ อยู่ตรงกลาง พร้อมบ่อโบราณที่ขุดไว้เพื่อนำน้ำจืดมาใช้โดยการชักรอก คฤหาสน์นั้นเป็นอาคารชั้นเดียวที่เก็บรวบรวมเครื่องใช้ไม้สอยและสินค้าที่นำมาจากยุโรปสู่เอเชีย สิ่งที่เห็นมากที่สุดคือภาชนะจาน ชาม ถ้วย เครื่องเคลือบดินเผาเขียนลายสีน้ำเงิน ที่เรียกกันว่า Delft Blue ด้วยลวดลายและวิธีการที่เป็นเอกลักษณ์จากเมืองเดลฟท์ ประเทศเนเธอร์แลนดส์ ภาชนะทุกชิ้นจะจารึกตัวอักษรย่อว่า V.O.C. (Vereenigde Oost-Indische Compagnie) ซึ่งเป็นภาษาดัตช์ที่มีความหมายว่า United East India Company นั่นเอง นอกจากภาชนะเครื่องเคลือบดินเผาเหล่านี้แล้ว ยังมีเครื่องใช้ไม้สอยอื่น ๆ นับตั้งแต่ช้อน ส้อม แว่นตา นาฬิกาทั้งแบบห้อยคอและข้อมือ เสื้อผ้าเครื่องแต่งกายของชาวยุโรปในช่วงศตวรรษที่ 16 – 18 ภาพเขียน เหรียญเงินตรา วิทยุ โต๊ะ เก้าอี้ และเครื่องประดับตกแต่งบ้านอื่น ๆ เครื่องเขียนอย่างปากกาคอแร้งปลายประดับขนนก ขวดหมึกทรงสวย ๆ พร้อมวาดลายและลงสีอยู่บนขวด ตลอดจนหีบไม้ใส่ของสำหรับใช้บรรทุกสัมภาระและสินค้าต่าง ๆ จนใครที่ชอบของเก่าต้องร้องอู้ฮูออกมาในใจ ความเพลิดเพลินของการเดินในกัลล์คือการสังเกตรายละเอียดเล็ก ๆ น้อย ๆ ที่อยู่รอบตัวไปเรื่ย ๆ โคมไฟที่ประดับตามมุมตึกก็เป็นโคมไฟด้ามเหล็กดัดและหลอดไฟกลมแบบโบราณ ป้ายถนนก็เป็นป้ายเก่าที่มีมาตั้งแต่ยุคก่อน ตัวอักษรที่ใช้บอกชื่อถนนหนทางก็เป็นตัวอักษรโรมันเล่นหาง บ้านส่วนใหญ่ยังรักษาสภาพเดิมไว้ได้ค่อนข้างดี ทีกัลล์มีร้านกาแฟเล็ก ๆ น่ารักน่านั่งอยู่แทบทุกมุม และแทบทุกร้านไม่พียงแต่ขายเครื่องดื่มอย่างชากาแฟเท่านั้น ยังมีขนมเค้กขนมอบหลากชนิดให้ลองชิมอย่างเอร็ดอร่อย ที่สำคัญคือมักจะแฝงตัวเป็นแกลอรี่ที่แสดงงานศิลป์ไม่ว่าจะเป็นภาพเขียน ภาพถ่าย ผ้าถัก ประติมากรรม ฯลฯ บางร้านก็ยังเป็นร้านหนังสือที่เก็บรวบรวมเรื่องราวของกัลล์ไว้มากมาย หากจะหาโปสการ์ดเก่า ๆ สีขาวดำ หรือซีเปีย ก็มีให้เลือกได้ตามร้านขายหนังสือเหล่านี้ คุณลุงชานติกลับมารับผมตามสัญญาเมื่อครบกำหนด 5 วัน เพื่อพาผมกลับโคลอมโบ.....แน่นอนว่าขากลับก็กินเวลาไม่น้อยไปกว่าขามา แต่คุณลุงก็ฝ่ารถติดมาส่งผมที่สนามบินได้ทันเวลา คุณลุงถามว่า “พ่อหนุ่ม...แล้วจะมากัลล์อีกไหม?” และผมก็ตอบโดยไม่ลังเลเลยว่า “ไปครับ.....ไปกัลล์อีกครับ”

 

ABOUT THE AUTHOR
โลจน์ นันทิวัชรินทร์

โลจน์ นันทิวัชรินทร์

หนุ่มเอเจนซี่โฆษณาผู้มีปรัชญาชีวิตว่า "ทำมาหาเที่ยว" เพราะเรื่องเที่ยวมาก่อนเรื่องกินเสมอ ชอบไปประเทศนอกแผนที่ที่ไม่มีใครอยากไปเลยต้องเต็มใจเป็น solo backpacker

ALL POSTS