HAPPENING BKK
NLINE MAGAZINE
×
คุยกับธนัชชา ศักดิ์สยามกุล งานแปลหนังในยุคไวรัสดิสรัปชั่นสื่อ
by ซัมเมอร์
25 พ.ค. 2563, 16:20
  507 views

        COVID-19 สะเทือนถึงการทำงานของคนที่ WFH อยู่แล้วไหมคะ

        COVID-19 ไวรัสตัวเล็กแต่มันร้าย Work from home มา 25 ปีแล้วยังโดนหนักเลยค่ะ ไม่เคยมีครั้งไหนในประวัติศาสตร์เลยนะที่โรงหนังถูกสั่งปิดทั่วประเทศ อย่างน้อยก็ในรอบ 40 ปีมานี้ไม่เคยมีค่ะ หนังโรงทุกโปรแกรมเลื่อนฉาย งานถูกสั่งหยุดหมด

        บางแว้บก็รู้สึกว่าบรรยากาศมันคล้ายวิกฤตต้มยำกุ้ง ปี 2540 อยู่นะ จู่ๆ ไม่มีงานเข้ามาเลย ตอนนั้นเพิ่งเริ่มต้นทำงาน ยังเด็ก ไม่เข้าใจว่างานหายไปไหนหมด จากที่เคยเอี้ยดมากอยู่สองสามปี  เป็นงานการ์ตูนซีรีส์ตอนละ 20 นาทีนะ หนึ่งม้วนยาว 2 ชั่วโมง (การ์ตูน 4-5 ตอน) บางวันฟิตจัดแปลไป 4 ตอนแน่ะ สมัยเด็กพลังเยอะ อยากได้ตังค์มาเลี้ยงแม่ ไม่รู้เลยว่าความเหนื่อยคืออะไร เคยเอาตลับเทป VHS งานที่ทำเสร็จแล้วมาตั้งหลายๆ กอง ยังกับร้านวีดิโอรอลูกค้ามารับกลับไปอัดงานใหม่

        มีเงินเก็บสะสมในธนาคารด้วยนะ เป็น passive income ยุคนั้นยังไม่มีคำนี้  ออมทรัพย์จ่ายดอกเบี้ยร้อยละ 10-11 เลยค่ะ ปีที่ทำงานได้เงินครบแสน ดอกเบี้ยทบเกินปีละ 10,000 บาท เด็กๆ ไม่เคยมีเงินก้อนใหญ่ เพิ่งเรียนจบไม่นาน ไม่รู้เรื่องภาษีน่ะค่ะ ถูกหักภาษีเงินฝาก 15%  เด็กจบปริญญาตรีเงินเดือนทั่วไป 4-5 พันเอง  โดนหักไป 1,500 นี่เยอะนะ ถามพนักงานธนาคารใหญ่เลย ทำไมล่ะ อะไรอ่ะ มีความเด็กมากน่ะ  ถ้าร้องไห้กลางแบงก์แล้วได้เงินคืน ร้องไปแล้ว ^_^

       

        เหนื่อยแล้วคุ้มไหม

       เอาจริงๆ สิ่งที่ได้มากกว่าเงินคือ ความรู้ด้านภาษาและประสบการณ์ทำงานค่ะ การแปลงานเล็ก สะสมภาษาใต้ความกดดันน้อยๆ ในระยะเวลายาวนานก็ดีนะ มันฝึกให้ภาษาเราแข็งแรงขึ้นกว่าตอนเรียนจบใหม่เยอะ เรียนรู้จากเนื้องานเลย แล้วก็ฝึกนิสัยอดทนทำงานหนักได้ในเวลาเร่ง  งานแบบนี้คนเก่งภาษาอาจจะไม่ยอมทน รู้สึกไม่คุ้มเลยกับรายได้ที่น้อย และกินเวลาของเราไปมาก

        พอวิกฤตต้มยำหายเดือด เศรษฐกิจรื่นรมย์ ลูกค้าก็ติดต่องานกลับมาเหมือนเดิม แล้วเริ่มให้แปลหนังฮอลลีวู้ดฉายโรง คนก็รู้จักชื่อจากตอนนั้นแหละ “บทบรรยายไทยโดย...”  ชื่อขึ้นจอจัดเต็มมาก ตั้งแต่ก่อนหนังฉายเลยก็มี

         ทำหนังฝรั่งได้ไม่กี่ปี ก็มีลูกค้าติดต่อให้แปลหนังไทยค่ะ สั่งทำเป็นซับไตเติ้ลอังกฤษแทนซับไทยที่เราคุ้นชิน  มันเป็นของใหม่ในปี 2545 เลยค่ะ ลูกค้ารู้แหละว่าเราไม่เคยทำ เอาเป็นว่าเราฝึกจิ้มแป้นพิมพ์ดีดอังกฤษไปพร้อมกับฝึกกลับขั้วภาษาจากอังกฤษเป็นไทย กลายเป็นไทยสู่อังกฤษ พอเรื่องที่หนึ่งเริ่มฉายออกไป หนังเรื่องที่สอง-สาม-สี่ ก็เข้ามา แล้วทำมาตลอดค่ะ ทุกปีจำนวนไม่มาก แต่ก็มีความหมายนะ เราได้ทำหนังที่เอาไปฉายเมืองนอก เอาเงินนอกเข้ามาประเทศไทยบ้างสิ

        แสดงว่าเป็นนักแปล 2 ภาษา แล้วแปลหนังไทยให้ใครคะ

         ค่ายหนังไทยเลยค่ะ เคยทำทุกค่ายที่ทุกคนรู้จัก มีค่ายหนังไทยอิสระใหม่ ๆ ประปราย อย่างตอนนี้ติดมาตรการล็อคดาวน์ พจมาน สว่างคาตา (ของพี่พจน์) กับ เลิฟเลยร้อยเอ็ด (ของพี่หม่ำ) ก็ยังรอพระโควิดจรลี เตรียมเข้าโรงฉายอยู่นะ     

 

        คิดว่าอนาคตของโรงหนังจะเป็นยังไง ในยุคที่ถูกดิสรัปชั่นด้วยสื่อออนไลน์และไวรัส

       เรื่องว่าโรงหนังจะล้มหายตายจากเคยฟังมาตั้งแต่ยุคที่วีดิโอบุกเมืองไทยเมื่อ 30 ปีก่อน ตอนยังเรียนที่นิเทศจุฬา  อาจารย์พิเศษที่คณะเชิญมาเล่าว่ามันไปไม่รอดแน่ ยุคที่โรงหนังเป็นสแตนด์อโลน เราก็ว่าจริงแหละ ค่าเช่าวิดิโอม้วนละ 10 บาทเอง จ่าย 100 ได้ดู 10 เรื่อง  แต่ผ่านมาแล้วสามสิบปี โรงหนังยังอยู่ เพียงแต่หน้าตาเธอเปลี่ยนไป

        เราว่าการดูหนังในโรงภาพยนตร์เป็นไลฟ์สไตล์ มันไม่ใช่กิจกรรมดูหนังเพียวๆ คนมักจะไปหาอะไรกิน ใช้เวลากับเพื่อน ครอบครัว ช้อปปิ้ง เดินเล่นดูของ.. มันเป็นกลุ่มก้อนของกิจกรรม  ซึ่งเวลาคุณภาพเหล่านี้แหละที่สื่อภายในบ้านตอบสนองเราไม่ได้   การออกมานอกบ้านคือการเปลี่ยนบรรยากาศ  ใช้เวลาวันหยุด สนุกผ่อนคลาย  เราไม่จ่อมอยู่ในบ้านทุกวันแม้แต่ในวันหยุดหรอก  เชื่ออย่างนั้นนะคะ ยังไงก็ว่าโรงหนังยังอยู่ต่อไป  เพียงแต่เธอจะเปลี่ยนลุคเพราะมีวิถีใหม่ New Normal ไหม เวลาจะเฉลยให้เรารู้เอง ไม่นานเกินรอ

        สื่อออนไลน์นี่เอาจริงแล้ว อย่าง Netflix, YouTube  ก็เป็นทั้งภัยคุกคามและโอกาสนะ หนังที่ฉาย Netflix ต้องมีซับไตเติล  หนังเก่าเราไม่ได้เงินค่าจ้างเพิ่ม แต่ถ้าเป็นหนังใหม่ๆ ที่ยังไม่เคยมีการแปลบริษัทเจ้าของหนังก็ต้องแปลก่อนส่งเข้า Netflix   ตอนนี้มี ลองของ ซีรีส์ 8 ตอน กำลังจะเข้าฉาย ก็กำลังทำกันอยู่ค่ะ

       

        เดี๋ยวนี้หนัง ซีรีส์ละคร คลิปรายการทีวีก็ลง YouTube กันเยอะ บางค่ายหนังเปิดช่องภาพยนตร์ให้ชมฟรี โดยมีซับไตเติลอังกฤษ ซึ่งการแปลนี่แหละค่ะเพิ่มยอดวิวคนดูได้ชัดเจน เพิ่มฐานคนดูที่เป็นชาวต่างชาติจากทั่วโลก  เคยมีคนดูชาวต่างชาติส่ง message มาหาในเฟซบุ๊คค่ะ เขาเซิร์ชหาชื่อเอง ถามว่าเราเป็นคนแปลหนังเรื่องนี้ใช่ไหม (บังเอิญมีชื่อคนแปลขึ้นในคลิปมั้ง) ก็บอกขอบคุณเราที่แปลให้เขาดูเข้าใจ เขาชอบมาก จะขอเป็นแฟนคลับติดตามต่อไป

         ยอดวิวหนังไทยแต่ละใน YouTube เป็นหลักล้านถึงหลายสิบล้านนะ ตอนแรกก็เซอร์ไพรส์ค่ะ ที่คนต่างชาติชอบดูหนังไทย แล้วสนใจมาถึงเราด้วย มันก็เป็นกำลังใจในการทำงานอย่างดีเยี่ยม  แล้วถ้าอีกหน่อยดิสรัปชั่นจนกลายเป็นโลกไร้พรมแดน เราก็ยังทำงานเป็นสะพานภาษาได้  หนังฝรั่งเองเดี๋ยวนี้บริษัทนำมาฉายน้อยลง บางที่จากปีละ 10 เหลือปีละ 5-6 เรื่อง ถ้ามีนโยบายกระจายนักแปลสี่ห้าคน ได้งานคนละเรื่อง นักแปลอยู่ไม่ได้หรอกค่ะ รายได้ไม่พอเลี้ยงตัว หางานอื่นทำกันไป

        แล้วลูกค้าติดต่องานทางไหนคะ เพราะเป็นคนที่ไม่ได้ออกไปไหนเลย

        เมื่อก่อนไม่มีอะไรเลยก็ทางโทรศัพท์ กับอีเมลค่ะ เดี๋ยวนี้มี Line, Facebook ติดต่อได้หมดค่ะ

        เคยคิดจะไปทำงานอื่นไหม

        เคยค่ะ ทุกคนมีช่วงเวลาที่ท้อใจ อยากทำงานครูสอนภาษาเด็กเล็ก แบบเนอร์สเซอรี่ดูแลเด็ก เป็นกึ่งๆโรงเรียนสอนภาษาเด็กตั้งแต่แรกเริ่มก่อนที่เด็กจะสื่อสารภาษาใดๆ ได้  เป็นประสบการณ์จากการเลี้ยงลูกของตัวเองให้พูดภาษาอังกฤษได้ เลี้ยงมาแบบชิลมาก ไม่ได้ท่องศัพท์ ฝึกแบบฝึกหัดอะไรมาก เรียนโรงเรียนไทย แต่ลูกกลับพูดภาษาอังกฤษดีมาก ลื่นไหล สำเนียงไพเราะเพราะพริ้งเป็นเด็ก 2 ภาษาที่เราสร้างมากับมือก็ภูมิใจน่ะค่ะ

       หรือดูจากตัวเราเองก็เรียนโรงเรียนบ้าน ชื่อคุณครูชโลธร สอน a b c แบบง่ายๆ ไม่ได้เรียนต่อเนื่องด้วยเพราะแม่ไม่มีเงิน  ดิฉันไม่ได้เรียนอนุบาลค่ะ เข้า ป.1 ไปเลย ^_^  เราก็ว่าเราได้ภาษาอังกฤษตั้งแต่ประถมแล้วนะ ต้นตระกูลครอบครัวเราไม่ได้มีใครรู้ภาษาสักคน ฉะนั้นไม่ใช่ความถนัดเพราะสืบทอดทางสายเลือด ก็ต้องมาจากการสอนของครูโรงเรียนบ้านหลังนั้นแหละค่ะ

       ภาษาอังกฤษ เรามองว่าตรงนี้เป็นปัญหาของประเทศเลยนะ ผู้ปกครองจ่ายเงินมากมายจริงๆ ถ้าอยากให้ลูกได้ภาษา  แต่เราว่ามันเห็นผลน้อยเมื่อเด็กโตเกินไปแล้ว แล้วพ่อแม่ที่ไม่มีเงินเรียนโรงเรียนอินเตอร์ลูกก็จะอ่อนภาษา น่าเสียดายโอกาสของเด็กๆ ค่ะ  ความสำเร็จที่เราเลี้ยงลูกเรา อาจช่วยลูกคนอื่นได้ด้วย

       คิดอยากจะเปิดทำบ้านเป็นโรงเรียนบ้าน แต่การออกนอก comfort zone ก็ไม่ใช่ง่ายนะ เราไม่ได้จบมีใบประกาศนียบัตรครู ต้องขออนุญาตเปิดโรงเรียนซึ่งยุ่งยากไม่น้อย  ก็ไม่กล้าทำสักที มันต้องลงทุน-ลงแรง-ลงเวลา เราเองก็ยังต้องเลี้ยงลูกสาวของตัวเองนี่นะ เพิ่ง ม.2 ต้องเรียนอีกนานเลย

         เนิร์สเซอรี่เพาะบ่มความอุดมสมบูรณ์ในเมล็ดอ่อน เหมือนถ้าเราจะปลูกต้นไม้ให้งามดี เราต้องแช่น้ำให้มันดูดซึมความชุ่มชื้นไว้ในเมล็ดก่อน  ถ้าหน่วยงานรัฐหรือกระทรวงศึกษามีโครงการแบบนี้ เราอยากไปช่วยงานนะคะ โรงเรียนบ้าน ถ้าไม่มีใครทำ...รอวันเกษียณ ก็อาจจะทำเองจริงๆ จังๆ ค่ะ   

ABOUT THE AUTHOR
ซัมเมอร์

ซัมเมอร์

เขียนหนังสือ แปลหนังสือ เป็นคอลัมนิสต์พลอยแกมเพชร หลงไหล K-pop และติดตามวงการแฟชั่น

ALL POSTS