HAPPENING BKK
NLINE MAGAZINE
×
1,000 วันแรกของลูกน้อย ในมุมมองของวนิษา “หนูดี” เรซ
by HappBKK
6 ส.ค. 2562, 16:31
  504 views

เงินไม่ใช่การลงทุนที่สำคัญที่สุดในการเลี้ยงลูก แต่เป็นเวลาของพ่อแม่ที่ให้กับลูก

        เราทุกคนต่างทราบกันดีว่า 1,000 วันแรกของชีวิตคนเรานั้นมีความสำคัญมากเพียงไร การเลี้ยงลูกในโลกปัจจุบันไม่ได้ยากหรือง่ายไปกว่าการเลี้ยงลูกในอดีต

        แต่ความท้าทายของการเลี้ยงลูกในยุคปัจจุบัน คือการเข้าถึงข้อมูลสำหรับคนเป็นพ่อแม่โดยเฉพาะมือใหม่ เพราะพ่อแม่หลายคู่อาจจะเป็นคนทำงานเก่งมาก แต่อาจขาดทักษะด้านการเลี้ยงเด็ก เพราะเรียนมาในด้านอาชีพอื่นๆ ที่ไม่เกี่ยวกับเด็กเล็ก และอาจไม่เคยมีประสบการณ์ช่วยเลี้ยงน้องหรือเลี้ยงหลาน และเมื่อสังคมได้เปลี่ยนแปลงไปตามยุคสมัยและเทคโนโลยีที่ก้าวหน้า วิธีการเลี้ยงเด็กในแบบที่เราเคยถูกเลี้ยงมาในยุคก่อน ก็นำมาปรับใช้กับโลกปัจจุบันได้ค่อนข้างยาก

       

         โลกในฝันของหนูดีคือ อยากเห็นประชาชนทุกคนสามารถรับรู้สิทธิของตนเองและเข้าถึงสิทธิขั้นพื้นฐานได้เท่ากันทุกคนตั้งแต่เริ่มต้นก่อนการเป็นพ่อแม่ ยกตัวอย่าง ทำอย่างไรที่พ่อแม่มือใหม่สามารถเข้าถึงข้อมูลเกี่ยวกับการเลี้ยงลูกอย่างถูกวิธีผ่านเทคโนโลยีสื่อสารยุคใหม่ หรือถ้าคนที่ต้องการจะมีลูก ควรได้รับสิทธิในการเรียนรู้และทดลองการเป็นพ่อแม่คนก่อนตัดสินใจ เพราะบางคู่จินตนาการความยากลำบากของการเตรียมตัวคลอดหรือการเลี้ยงเด็กไม่ออกเลย เมื่อถึงเวลาจริงถึงกับหย่าร้างกันไปก็หลายคู่

        สมัยที่หนูดีเรียนอยู่ที่สหรัฐอเมริกา เด็กๆ มัธยมจะได้ทดลองใส่ครรภ์จำลองเพื่อให้ได้ความรู้สึกและน้ำหนักของการอุ้มท้อง ทำให้เด็กผู้ชายหลายคนถึงกับอึ้งกับความหนักที่ผู้หญิงแบกรับ และเด็กผู้หญิงบางคนถึงกับสัญญากับตัวเองว่าจะไม่มีลูกถ้าไม่พร้อม

        หรือคู่ที่อยากจะเป็นพ่อแม่ควรจะได้ทดลองทำงานกับเด็กก่อน เช่น ในโรงพยาบาล ทั้งนี้ไม่ใช่เพื่อให้เขาเข็ดขยาดการมีลูก แต่ให้ทั้งคู่มองเห็นการเป็นพ่อแม่จริงๆ นั้นเป็นอย่างไร เพราะในความเป็นจริงนั้นเด็กเล็กมีหลากหลายอารมณ์ หัวเราะ ยิ้ม ร้องไห้ หรือบางครั้งงอแงไม่ยอมหยุดอย่างไม่มีเหตุผลเพราะยังสื่อสารกันไม่เข้าใจ ไม่ได้มีเพียงอารมณ์ดี หัวเราะ น่ารักเหมือนที่เห็นในโฆษณาผลิตภัณฑ์เกี่ยวกับเด็กหลายๆ ชิ้น

         หากนักเรียนหมอยังมีโอกาสได้ฝึกงานในโรงพยาบาล เพื่อได้ทดลองนำความรู้มาปฏิบัติจริง และยังได้ทดสอบตัวเองไปในตัวว่าจะสามารถรับมือกับกลิ่นเลือด อารมณ์ของคนโศกเศร้า หรือโรคที่อาจจะเกิดขึ้นในสถานที่ทำงานได้หรือไม่ ทำไมคนจะเป็นพ่อแม่คนถึงไม่สามารถ “ทดลอง” งานได้บ้าง การเป็นพ่อแม่คนนั้น “ลาออก” ไม่ได้

        ทั้งนี้ทั้งนั้นความพร้อมของการเป็นพ่อเป็นแม่คนไม่ได้อยู่ที่ฐานะ แต่ขึ้นอยู่กับ “ความพร้อม” ของใจ เพราะไม่มีใครที่จะพร้อม 100% ถึงแม้จะวางแผนมาแล้วอย่างดี พ่อแม่เพียงแต่ต้องมีความพร้อมที่จะเดินไปพร้อมกับลูกที่กำลังจะเติบโตขึ้นต่างหาก

        เพราะในความเป็นจริงแล้วหัวใจของการเลี้ยงเด็กไม่ได้แพงอย่างที่ใครๆ คิด ลองนึกถึงอาหารที่เด็กทารกหนึ่งต้องการนั้นน้อยและง่ายมาก ช่วงหกเดือนแรกคือกินนมแม่อย่างเดียว หลังจากนั้นปริมาณก็แค่เศษเสี้ยวของผู้ใหญ่เท่านั้น

        สิ่งที่ทำให้การเลี้ยงเด็กราคาสูงขึ้น คือความคาดหวังของพ่อแม่ที่จะเห็นลูกมีพัฒนาการที่ดีเลิศและ “เครื่องประดับ” ซึ่งนับตั้งแต่เสื้อผ้าไปจนถึงรถเข็นเด็ก หนูดีไม่ต่อต้านพ่อแม่ที่มีกำลังทรัพย์ที่สามารถจ่ายเงินเพื่อกระตุ้นให้ลูกมีพัฒนาการ (แต่ก็ต้องระลึกถึงพัฒนาการของเด็กแต่ละช่วงวัยเสมอ) แต่นั่นไม่ได้หมายความว่าพ่อแม่ที่ทุนทรัพย์น้อยจะไม่สามารถเลี้ยงลูกออกมาได้อย่างมีคุณภาพ เด็กที่มีคุณภาพและสุขภาพจิตดีเป็นผลพวงจากการเลี้ยงของพ่อแม่ที่เข้าใจและให้เวลามากกว่าให้วัตถุหรือการกระตุ้นเกินวัย

        ยูนิเซฟและผู้เชี่ยวชาญด้านเด็กเองต่างกำลังรณรงค์ให้พ่อแม่ผู้ปกครองเห็นว่า ช่วง 1,000 วันแรกเป็นช่วงเวลาที่สำคัญที่สุดที่พ่อแม่จะเฝ้าคอยดูการเจริญเติบโตและพัฒนาของลูกน้อยอย่างใจจดใจจ่อ

         หนูดีอยากให้พ่อแม่พึงตระหนักไว้ว่า เด็กก็มีพัฒนาการของแต่ละวัย เพราะฉะนั้นพ่อแม่ไม่ควรคาดหวังให้ลูกมีพัฒนาการเกินวัย ยกตัวอย่าง พ่อแม่บางคู่ดุลูกที่อายุต่ำกว่าสองขวบว่าไม่มีน้ำใจเมื่อไม่แบ่งปันของเล่นหรือขนม พัฒนาการของเด็กวัยนั้นยังไม่สามารถรู้จักแบ่งปันได้ ซึ่งอาจจะกลายเป็นการทำร้ายจิตใจลูกไปในอนาคต หรือจะดีกว่าไหมถ้าหากลูกไม่สามารถนับเลข 1 ถึง 100 แบบท่องจำแต่สามารถเข้าใจความหมายของจำนวน 1 ถึง 10 ได้

         อีกหนึ่งตัวแปรสำคัญที่จะช่วยให้พ่อแม่เลี้ยงลูกได้อย่างมีคุณภาพคือนโยบายรัฐ นโยบายรัฐควรจะสอดคล้องกับความเป็นจริงที่เกิดขึ้นในสังคม และมองเห็นความเจ็บปวดของประชาชนที่ต้องเจอกับปัญหานั้นๆ เพราะฉะนั้นสิทธิการลาคลอดบุตรไม่ควรเป็นสิทธิที่ให้เฉพาะกับคุณแม่จะได้รับ แต่ต้องให้กับคุณพ่อด้วยเพื่อแบ่งเบาภาระของแม่ในการเลี้ยงลูกหลังคลอด ครอบครัวที่ไม่สามารถจ้างพี่เลี้ยงหรือพยาบาลมาคอยช่วยเลี้ยงลูกหลังคลอดก็มีสภาพไม่ต่างจากคุณแม่เลี้ยงเดี่ยวที่ต้องแบ่งเวลาที่จะดูและสุขภาพกายและจิตของตัวเองและลูกน้อยที่พร้อมจะงอแงตลอดเวลา

         

       และแม้ว่าเงินจะไม่ใช่ทุกสิ่ง แต่ก็ต้องยอมรับว่าการดูแลเด็กสำหรับครอบครัวที่รายได้น้อยอาจเป็นเรื่องยากลำบากกว่า โดยเฉพาะถ้าทั้งพ่อและแม่ต้องหาเช้ากินค่ำ ดังนั้น การมีบริการการเลี้ยงดูเด็กที่มีคุณภาพและราคาไม่แพงจึงเป็นสิ่งจำเป็น โดยเฉพาะหลังแม่ครบกำหนดลาคลอดและต้องกลับไปทำงาน ซึ่งอยู่ในช่วงตั้งแต่เด็กอายุครบ 3 เดือน ไปจนถึงวัยที่เด็กสามารถเข้าเรียนอนุบาลคืออายุครบ 3 ปี การขาดบริการดูแลเด็กในช่วงนี้ทำให้พ่อแม่จำนวนไม่น้อย ต้องทิ้งลูกไว้ให้อยู่ในความดูแลของปู่ย่าตายายในต่างจังหวัด

        รัฐไม่ควรคาดหวังให้ปู่ย่าตายายมาช่วยเลี้ยงหลาน มันยุติธรรมแล้วหรือที่จะให้เขามาเลี้ยงเด็กอีกรุ่นหลังจากที่สร้างวัยทำงานอย่างมีคุณภาพให้กับประเทศไปแล้วหนึ่งรุ่น หลังจากทำงานมาแล้วทั้งชีวิตแล้วควรถึงเวลาที่เขาจะให้รางวัลกับตัวเองด้วยเวลา การพักผ่อนและการดูแลสุขภาพของตัวเอง

        อย่างที่หนูดีเพิ่งบอกไปว่าเงินไม่ใช่การลงทุนที่สำคัญที่สุดในการเลี้ยงลูก แต่เป็นเวลาของพ่อแม่ที่ให้กับลูก ดังนั้นการเป็นพ่อแม่คนนั้นไม่ได้ยากจนเกินไป แต่เป็นงานที่ต้องทุ่มเท และสิ่งที่ปฏิเสธความรับผิดชอบไม่ได้เลยคือ เวลา พ่อแม่ควรจะให้ความสนิทสนมและสร้างความผูกพันกับลูก และนั่นจะส่งผลดีในระยะยาวเมื่อลูกโตขึ้น โดยเฉพาะอย่างยิ่งในช่วงเป็นวัยรุ่น เพราะพ่อแม่จะสามารถกลายเป็นที่ปรึกษาส่วนตัวของลูกในอนาคต

        เมื่อลูกเริ่มย่างเข้าสู่วัยรุ่นการพูดคุยเกี่ยวกับเรื่องเพศควรทำอย่างเป็นกันเองมากจะไม่เป็นการยากเลย เรื่องเพศเป็นเรื่องสำคัญที่ต้องพูดคุยกันแบบเรียบง่ายและเปิดเผย เพราะเรื่องเพศไม่สามารถพูดคุยทำความเข้าใจกันได้ในช่วงเวลาฉุกเฉิน

        หนูดีจำได้ว่าตอนอายุยังไม่ถึง 10 ขวบเคยถามคุณแม่ว่า “คนเราจะท้องโดยไม่ต้องแต่งงานได้ไหม” หลังจากเห็นผู้หญิงท้องโดยไม่มีสามี คุณแม่ก็สามารถให้คำตอบกับเราได้ว่าผู้หญิงสามารถท้องได้โดยไม่จำเป็นต้องแต่งงาน แต่เกิดจากการมีเพศสัมพันธ์ หรือเมื่อวัยประถมที่หนูดีถกเถียงกับคุณแม่ถึงคำว่า “เช่าตัว” น่าจะตรงหลักภาษามากกว่าคำว่า “ขายตัว” เมื่อเราคุยกันถึงเรื่องการขายบริการทางเพศ และอีกครั้งเมื่อคุณแม่เตือนหนูดีถึงความแตกต่างทางวัฒนธรรมก่อนเดินทางไปเรียนต่อมหาวิทยาลัยที่สหรัฐอเมริกาว่า “ไปกินข้าวกับเขาก็เท่ากับนอนไปแล้วครึ่งตัวนะ ถ้ากินข้าวสามครั้งก็ต้องนอนกับเขาแล้วนะ”

        การสนทนาเหล่านี้ทำให้หนูดีและคุณแม่สนิทกัน และไม่ได้มองว่าเรื่องเพศเป็นเรื่องผิดปกติหรือพูดถึงไม่ได้เหมือนที่หลายครอบครัวมักเกรงว่าจะเป็นการชี้โพรงให้กระรอก และเป็นที่มาของความไว้ใจที่ทำให้หนูดีสามารถพูดคุยและปรึกษาคุณแม่ได้ทุกเรื่อง

        คุณแม่เคยบอกหนูดีว่า “เด็กก็เหมือนธนาคาร อีก 10 ปีคุณใส่อะไรเข้าไปก็จะได้สิ่งนั้นกลับมาพร้อมดอกเบี้ย” เพราะฉะนั้นถ้าเราทุกคนที่อยู่รอบตัวเด็ก (ในที่นี้รวมถึงพ่อแม่ สังคม และรัฐ) อยากเห็นเด็กโตมาเป็นผู้ใหญ่แบบไหน เราก็ควรจะเริ่ม “หยอด” กระปุกด้วยเมล็ดพันธุ์ที่เหมาะสมตั้งแต่วันแรก และหมั่นรดน้ำเป็นประจำเพื่อให้เด็กได้โตและมีพัฒนาการตรงตามวัย

รับข้อมูลเกี่ยวกับการเลี้ยงลูก ทางเพจก้าวย่างเพื่อสร้างลูก โดย กรมอนามัย 

PHOTO BY UNICEF Thaland

STORY BY วนิษา “หนูดี” เรซ

ABOUT THE AUTHOR
HappBKK

HappBKK

Live Every Day

ALL POSTS