HAPPENING BKK
NLINE MAGAZINE
×
"รองเท้าที่คับเกิน" บทที่ 3 ตรวจเช็คจิตใต้สำนึกด้วยความฝันวัยเยาว์
by พอลลีน งามพริ้ง
23 ก.ค. 2562, 04:00
  122 views

       ก่อนจะมาเปิดร้านอาหารที่ต่างจังหวัด พินิจทำงานเป็นผู้บริหารบริษัทเอกชนแห่งหนึ่งในตำแหน่งสูงถึงประธานเจ้าหน้าที่บริหาร หลังเลิกงาน ระหว่างทางก่อนกลับบ้าน เขาสลัดคราบจากผู้บริหารหนุ่มใหญ่ไฟแรง แปลงกายเป็นผู้หญิงสวยเซ็กซี่บ่อยครั้ง

        วันหนึ่งในเดือนเมษายน เขารู้สึกทุเรศตัวเองเอามาก ๆ กับกิจกรรม Cross Dressing ที่ทำอยู่เป็นประจำ เขาตัดสินใจไปปรึกษาจิตแพทย์ที่โรงพยาบาลแห่งหนึ่ง ละทิ้งความเขินอายทั้งหมด แล้วเล่าเรื่องจริงทุกอย่างกับ “หมอจิตรลดา”

        “ผม เอ่อ ผม ผม มีความรู้สึกว่าอยากเป็นผู้หญิง...”

        หมอจิตรลดา จิตแพทย์สาวหน้าใสท่าทางใจดี มีสีหน้าเรียบเฉย ไม่แสดงอาการแปลกใจแม้แต่น้อยรอยยิ้ม และคำถามที่สุภาพของเธอก็ทำให้พินิจไว้ใจที่จะเปิดเผยความจริงทั้งหมด

        จิตแพทย์ชวนให้พินิจย้อนคิดไปว่า เรื่องราวต่าง ๆ มันเริ่มมาได้ยังไง และทำไมความสับสนในใจมันยังไม่หายไปสักที มีแต่นับวันจะมากขึ้น

        การย้อนไปในความคิดวัยเด็กจะทำให้เธอเข้าใจตัวเองถ่องแท้ว่าเป็น transgender โดยกำเนิด หรือที่เรียกว่า born-to-be จริง ๆ ไม่ใช่แค่คิดมโนไปเอง

        คิดย้อนไปถึงตอนเด็กที่สุด เป็นครั้งแรกที่ความคิดอยากเป็นผู้หญิงผุดขึ้นมาในหัวของพินิจ ตอนนั้นพินิจยังเด็กมาก อายุน่าจะประมาณสัก 5-6 ขวบ ทุกอย่างเลือนรางเพราะเป็นเรื่องที่เกิดขึ้นก่อนประสบการณ์ทางเพศและเรื่องราวการเก็บตัวแต่งหญิงทั้งมวล

        ที่จำได้แม่นที่สุดคือ ทุกครั้งที่เด็กน้อยเข้าห้องน้ำคนเดียวอยู่กับร่างกายเปล่าเปลือย พินิจมักจะคิดถึงการเป็นผู้หญิง ใคร ๆ ก็ย้ำว่าเธอเป็นผู้ชาย แต่ตอนนั้นเด็กน้อยอธิษฐานในใจ

        “ฉันอยากเป็นผู้หญิง แต่ฉันเป็นผู้ชาย แล้วฉันจะเป็นผู้หญิงได้ยังไง... ถ้างั้น ถ้าเกิดชาติหน้า ขอให้ฉันเป็นผู้หญิง” พินิจจำความคิดในหัวนี้ได้แม่นยำ ที่น่าขำคือการพูดกับตัวเองครั้งนั้นเกิดขึ้นตอนที่นั่งถ่ายหนักในห้องน้ำแล้วปล่อยความคิดให้ล่องลอยไป

        อีกสิ่งหนึ่งที่พินิจจำได้เมื่อยามอยู่คนเดียวในห้องน้ำ เด็กน้อยมักจะใช้มือขัดขี้ไคลที่เท้าตามที่แม่สอน แล้วพินิจก็คิดว่าเท้าของเขาช่างสวยงาม ทั้งขาวและยาวเรียว ในยามนั้นยังไม่มีขนงอกออกมาที่หลังเท้าและโคนนิ้ว เด็กน้อยขัดขี้ไคลเท้าด้วยความทะนุถนอม แล้วไล่มาถึงน่องและโคนขา เด็กน้อยพินิจรู้สึกเพลิดเพลินกับการสำรวจร่างกายตัวเองยามอยู่คนเดียว

        ในใจ พินิจคิดว่า ตราบใดที่ร่างกายของเธอยังดูดี เธอก็มีโอกาสเอ็นจอยกับความนุ่มนวลนั้นได้

        เมื่อตอนเด็ก ๆ พินิจเป็นคนผอมอ่อนแอ ร่างชะอ้อนชะแอ้น เมื่อเวลาทานอาหาร เธอจะใช้เพียงนิ้วโป้งและนิ้วชี้จับช้อนส้อม พ่อกับแม่มักจะตอกย้ำเรื่องนี้เพื่ออยากให้พินิจทะมัดทะแมงกว่าเดิม

       “จับแบบนี้เดี๋ยวก็หลุดมือ เวลาถือช้อนให้ใช้ห้านิ้วแบบนี้” แม่ทำท่าทางให้ดูเป็นตัวอย่าง และต้องคอยเตือนพินิจอยู่เป็นประจำเป็นเวลานานหลายปี

        พ่อกับแม่คิดหนักถึงขั้นอยากเปลี่ยนชื่อเล่นของพินิจให้ฟังดูทะมัดทะแมงกว่าคำว่า “ป้อ” ซึ่งฟังดูอ่อนแอ เป็นผู้ชายก็ได้ผู้หญิงก็ได้

        พินิจก็คล้อยตามพ่อกับแม่ แล้วนึกสนุกนั่งคิดชื่อเล่นของตัวเองใหม่ เช่น “ที” ลองเรียกและโปรโมทให้คนอื่นเรียกอยู่พักใหญ่ แต่เรียกยังไงก็ไม่ติดปาก ทุกคนล้วนกลับมาลงเอยที่คำว่า “ป้อ” อยู่ร่ำไป รวมทั้งตัวพินิจเอง

        พินิจเริ่มเปลี่ยนพฤติกรรมการจับช้อนส้อมทีละนิดจนคุ้นเคย แต่ปลายนิ้วมือเธอเรียวยาว และเมื่อยืดมันออกจนสุด นิ้วมือทั้งสิบจะงอนโค้งราวกับนางรำ แม่ของพินิจตื่นเต้นเมื่อได้เห็น และโดยไม่รู้ตัว แม่ก็มีส่วนช่วยจับมันดัดให้งอนโค้งมากขึ้น จนปลายนิ้วเกือบมาแตะที่ข้อมือได้

        “เฮ้ย ดูสิพ่อ นิ้วป้อโค้งเกือบแตะข้อมือได้แล้ว เหมือนนางรำเลย นี่ถ้ารำคงจะสวยน่าดู ฮิฮิฮิ” แม่ตื่นเต้นและหัวเราะเริงร่า

และโดยที่แม่ไม่รู้ตัว พินิจจดจำเรื่องนี้ได้แม่นยำราวกับบันทึกไว้ในเมมโมรี่ “my document” ชั้นในที่ลึกสุดปราศจากไวรัสใด ๆ ที่จะมาทำลายไฟล์โดยสิ้นเชิง

        พินิจเคยได้ยินแม่เล่าเรื่องวัยเด็กให้เพื่อนแม่หลายคนฟัง และพินิจก็เก็บเอามาคิดทบทวน

        “ป้อตอนเด็ก ๆ นะ ตอนผมเริ่มขึ้นยาว หยิกเป็นลอน อุ้มไปที่ไหน คนก็ทักว่าผู้หญิงเหรอ ฉันต้องคอยบอกว่า ไม่ใช่ ลูกฉันเป็นผู้ชายย่ะ”

        พินิจไม่เคยแอบเอาชุดของแม่ไปใส่ เธอไม่มีพี่น้องร่วมท้องที่เป็นผู้หญิง พ่อคือแบบอย่างที่ลอกเลียนแบบ แต่แม่คือคนที่ได้เรียนรู้

        แม่ไม่เคยรู้ว่า มีครั้งหนึ่งในช่วงปิดเทอมชั้นประถมของพินิจ พินิจอยู่กับยาย แม่กับพ่อไปทำงาน เด็กน้อยไม่มีอะไรทำ เที่ยวเดินไปเดินมาที่ชั้นวางรองเท้าส้นสูงของแม่อยู่นานสองนาน ในใจก็อยากเอามาใส่ แต่ก็คิดว่าเป็น “เรื่องที่ไม่สมควร”

        พินิจตัดสินใจหยิบรองเท้าส้นสูงสีแดงคู่หนึ่งขึ้นมาดูและสังเกตรูปทรง แค่นี้เด็กน้อยก็รู้สึกว่ามันแปลก ๆ แต่ด้วยความอยากรู้อยากเห็น พินิจค่อย ๆ สอดเท้าข้างหนึ่งเข้าไปสวมมัน แล้วก็ตามด้วยอีกข้างหนึ่ง

        น้องชายวัยห่างกันขวบครึ่ง นั่งดูทีวีอยู่ ในปากเคี้ยวขนมโก๋ด้วยความเพลิดเพลิน ส่วนยายวัย 70 กว่า ก็นั่งเคี้ยวหมากด้วยความเพลิดเพลินไม่แพ้กัน

        พินิจสวมรองเท้าส้นสูงคู่แดงเดินไปเดินมาใกล้ ๆ ชั้นวางรองเท้า เด็กน้อยเดินกะโผลกกะเผลก ลากรองเท้าส้นสูงอย่างทุลักทุเล เพราะ “รองเท้ามันหลวมเกินไป” ค่อนข้างมาก

        ไม่หรอก เรื่องราว รองเท้าที่คับเกิน ยังไม่ใช่ในบทนี้

       นี่เป็นแค่เพียงจุดเริ่มต้นอย่างบางเบา

อ่านบทที่ 2

หนังสือพอลลีนจะเปิดให้สั่งจองเร็ว ๆ นี้ ติดตามรายละเอียดที่ FB: happeningbkk

ABOUT THE AUTHOR
พอลลีน งามพริ้ง

พอลลีน งามพริ้ง

หญิงข้ามเพศเจ้าของประโยค"โลกนี้มีอะไรมากกว่าอวัยวะเพศอีกตั้งเยอะ" อดีตคนทำงานหลายบทบาททั้งสื่อมวลชน นักการตลาด คนดังวงการฟุตบอล ผ่านประสบการณ์มาแล้วทั้งมิติชายมุ่งมั่น และหญิงสุดแซ่บ

ALL POSTS