HAPPENING BKK
NLINE MAGAZINE
×
รากเหง้าชาวทาสที่ “เคปโคสต์”
by โลจน์ นันทิวัชรินทร์
8 มี.ค. 2562, 15:24
  550 views

ลูกหลานทาสชาวแอฟริกันมากมายเดินทางที่นี่ เพื่อรำลึกถึงบรรพบุรุษกว่า 25 ล้านคนที่เดินทางผ่านเมืองนี้ไปยัง “โลกใหม่” เพื่อใช้ชีวิตขมขื่นตราบจนลมหายใจสุดท้ายในฐานะ “ทาส”

        หลุยส์ อาร์มสตรอง (Louis Armstrong) นักแสดง นักร้อง และนักดนตรีแจ๊สผิวสีชาวอเมริกันผู้มีชื่อเสียงก้องโลกในยุค 50’s เคยเดินทางจากสหรัฐอเมริกามายังหมู่บ้านเล็กๆ ริมมหาสมุทรแอตแลนติกในประเทศกานา (Ghana) เขาตั้งใจกลับมายังถิ่นกำเนิดอันแท้จริงของเขา แน่นอนว่ามันไม่ใช่เมืองนิวออร์ลีนส์บนแผ่นดินอเมริกาตามที่บันทึกไว้ในสูติบัตร

         สำหรับหลุยส์ อาร์มสตรองแล้วนั้น บ้านเกิดอันแท้จริงของเขาคือที่นี่... ที่หมู่บ้านเล็กๆ แห่งนี้ในแอฟริกาตะวันตก ที่ที่บรรพบุรุษของเขาเกิด และเติบโตขึ้นมาก่อนจะถูกล่าและกลายมาเป็นสินค้าส่งออกที่เรียกว่า “ทาส” และต้องเดินทางรอนแรมบนเรือไม้ข้ามมหาสมุทรไปยัง “โลกใหม่” ที่เรียกขานกันว่า “สหรัฐอเมริกา” ในปัจจุบัน

ตลาดปลาที่เมืองเคปโคสต์ในตอนเช้า มีปราสาทเคปโคสต์ตระหง่านอยู่เบื้องหลัง

       ลุงโคฟี่ (Kofi) ไกด์ใจดีชาวกานาชี้ให้ผมและพี่ๆ น้องๆ ดูหมู่บ้านเล็กๆ ที่แสนสงบสวยงามหมู่บ้านหนึ่งพร้อมกับเล่าเกร็ดประวัติอันเกี่ยวพันกับหลุยส์ อาร์มสตรองให้พวกเราฟัง ขณะนั้นรถของเรากำลังจะถึงเมืองเล็กๆ ที่มีชื่อว่าเคปโคสต์ (Cape Coast) ที่อดีตคือแหล่งค้าทาสสำคัญในภูมิภาคนี้

         “มีชาวอเมริกันเชื้อสายแอฟริกันจำนวนนับร้อยนับพันคนที่เดินทางกลับมาที่นี่เพื่อตามหา “ราก” อันแท้จริงของพวกเขา... เหมือนอย่างหลุยส์ อาร์มสตรอง” ลุงโคฟี่เล่าขณะที่ผมเองก็นึกถึงวรรณกรรมรางวัลพูลิตเซอร์เรื่อง Roots ซึ่งเขียนโดย Alex Haley ที่ผมกำลังอ่านค้างอยู่ Alex เองก็เดินทางกลับมาตามหารากของเขาในประเทศแกมเบีย (The Gambia) ด้วยเช่นกัน และหนังสือเรื่อง Roots ของเขาก็ทำให้คนนับล้านๆ คนทั่วโลกได้รับรู้เรื่องราวชีวิตของทาสอย่างคุนต้า คินเต้ (Kunta Kinte) ที่มาพร้อมกับภาพความจริงอันโหดร้ายที่เกิดขึ้นเป็นระยะเวลากว่า 300 ปี ของการค้าทาสระหว่างช่วงศตวรรษที่ 16 – 19

         “ แล้วตัวลุงเองล่ะครับ... เคยมีโอกาสได้พานักท่องเที่ยวที่เป็นลูกหลานทาส ไม่ว่าจะเป็นชาวอเมริกัน บราซิล หรือว่าชาติไหนๆ ก็ตามที่เดินทางกลับมาตามร่องรอยของบรรพบุรุษที่กานานี้บ้างไหมครับ?” ผมถาม

        “เคย.... หลายครั้งด้วย ส่วนมากมาจากอเมริกา” ลุงโคฟี่ตอบ

        “แล้วพวกเขาเป็นอย่างไรกันบ้างครับลุง” คราวนี้ตาพี่นนถามลุงบ้าง

        “ทุกคนที่มาถึงที่นี่กลับไปพร้อมด้วยน้ำตา ....ทุกคน ...ทุกคน” เมื่อจบประโยค เสียงของลุงโคฟี่ก็ค่อยๆ แผ่วเบาลงและจางหายไปพร้อมกับลำแสงสุดท้ายของเย็นวันนั้นเมื่อพระอาทิตย์ที่กำลังอำลาขอบฟ้าลงสู่มหาสมุทรแอตแลนติก

       เช้าวันรุ่งขึ้น เรารีบตรงมายังตลาดปลาของเมืองเคปโคสต์แต่เช้า เรือประมงหลายสิบหลายร้อยลำกำลังลอยเข้าเทียบท่าพร้อมลำเลียงปลาขึ้นฝั่ง ผู้คนมากมายต่างสาละวนอยู่กับงานหนักที่อยู่ตรงหน้า ทั้งเก็บอวน ผูกแห ขนปลาสดขึ้นฝั่ง ลำเลียงถังน้ำแข็งไปยังแผงปลา เสียงตะโกนพูดคุยกันเซ็งแซ่ ช่างเป็นฉากชีวิตที่สดใสโดยมีปราสาทเคปโคสต์ตั้งตระหง่านเป็นฉากหลังอยู่ลิบๆ

ปราสาทเคปโคสต์ แหล่งค้าทาสหลักของแอฟริกาตะวันตก

        ใครจะคาดคิดว่าปราสาทหลังสวยแห่งนี้เป็นหนึ่งในแหล่งกักกันทาสที่ใหญ่ที่สุดในภูมิภาคแอฟริกาตะวันตก เหล่าเมืองต่างๆ ที่ตั้งอยู่ริมมหาสมุทรแอตแลยติกนั้น มีสถานที่ที่เรียกว่า Slave Castle อยู่มากมายถึง 40 แห่ง ปราสาทเคปโคสต์ถือเป็นศูนย์กลางการค้าทาสที่เรียกกันว่า Trans Atlantic Slave Trade

        การค้าทาสเกิดขึ้นในทวีปแอฟริกาตั้งแต่ประมาณศตวรรษที่ 15 และคงอยู่อย่างต่อเนื่องเรื่อยมาจนศตวรรษที่ 19 ก่อนจะจบสิ้นลงในปี ค.ศ. 1872 โดยมีชนชาติยุโรปแทบทุกชาติ รวมทั้งอาหรับ หรือแม้แต่หัวหน้าเผ่าชาวแอฟริกันเองที่ร่วมอยู่ในกระบวนการนี้

ห้องกักกันทาสชายในปราสาทเคปโคสต์ ด้านบนคือโบสถ์

 

ทางเดินลงสู่ห้องกักกันทาสชาย

    “ขอต้อนรับทุกท่านสู่ปราสาทเคปโคสต์ ขณะนี้พวกคุณกำลังยืนอยู่บนกองอุจจาระที่หมักหมมนานนับร้อยๆ ปี จากคนจำนวนนับแสนนับล้านคนที่แออัดกันอยู่ที่นี่ระหว่างรอเรือมารับ ก่อนจะมุ่งหน้าข้ามมหาสมุทรแอตแลนติกสู่โลกใหม่ต่อไป” เสียงโรเบิร์ต ไกด์หนุ่มผู้รับหน้าที่นำนักท่องเที่ยวเดินชมปราสาทแห่งนี้กล่าวขึ้น ผมรีบเหลือบตาดูที่เท้าของผมทันที ผมกำลังยืนยู่บนพื้นสีดำเข้มที่มีลักษณะกึ่งแข็งกึ่งนุ่ม จะเป็นปูนก็ไม่ใช่ อิฐก็ไม่เชิงและขณะนั้นเรากำลังยืนอยู่ในห้องที่มืดมากๆ มีเพียงแสงสว่างที่ลอดผ่านช่องระบายลมเล็กๆ พร้อมกับกลิ่นอับๆ และอากาศที่ร้อนระอุเพราะไร้ลมพัด ที่ทางเข้ามีป้ายเขียนเป็นภาษาอังกฤษว่า Male Slave Dungeon

เรายืนอยู่บนอุจจาระ ปัสสาวะ เลือด อาเจียน น้ำตา ที่หมักหมมกันมากว่า 300 ปีจนกลบก้อนอิฐไปหมดสิ้น
ในห้องกักกัน มีเพียงแสงสว่างรำไรที่ลอดเข้ามาทาช่องลม อากาศภายในร้อนอบอ้าวมา

        “นักวิทยาศาสตร์ได้เคยเข้ามาทำการเซาะเอาพื้นห้องกักขังทาส... ก็คือห้องที่พวกคุณกำลังยืนอยู่ขณะนี้นะครับ.... เพื่อไปทำการวิจัยทางวิทยาศาสตร์ พวกเขาพบของเสียทุกชนิดในร่างกายมนุษย์ที่หล่อรวมกันอยู่ในนั้น มันไม่ใช่แค่อุจจาระ แต่มันมีทั้งปัสสาวะ อาเจียน เลือด น้ำตาของคนจำนวนมากที่หมักหมมรวมกันอยู่” โรเบิร์ตอธิบายต่อ

       “ไม่ทราบว่าได้ลองสังเกตสภาพพื้นถนนที่ปูอยู่ในบริเวณอื่นๆ ของปราสาทบ้างหรือไม่ครับ?” โรเบิร์ตตั้งคำถาม

       ผมนึกย้อนภาพตัวเองตอนมาถึงและเดินผ่านส่วนต่างๆ ของปราสาทก่อนจะลงมายังห้องใต้ดินที่ใช้กักขังทาสที่ผมกำลังยืนอยู่เวลานี้ ผมจำได้ว่ามันเป็นพื้นอิฐเหมือนพื้นถนนแบบที่พบเห็นได้ทั่วไปในยุโรป

      “ใช่ครับ.... เดิมพื้นห้องนี้ก็เป็นพื้นอิฐ แต่ของเสียของมนุษย์มันทับถมกันจนพื้นอิฐเดิมนั้นเดิมสูญหายไปหมดแล้ว และกลายเป็นพื้นเรียบในสภาพที่พวกคุณกำลังยืนอยู่... อยากทราบไหมครับว่าของเสียที่หมักหมมในนี้มีมากขนาดไหน?” โรเบิร์ตอธิบาย พร้อมตั้งคำถาม

      “นี่ครับ” โรเบิร์ตพูดพร้อมกับชี้ให้ดูรอยแต้มสีขาวบนผนัง มันสูงขึ้นมาประมาณเข่า และนั่นคือปริมาณของเสียที่ขับถ่ายออกมาจากคนจำนวนมากที่หมักหมมรวมกันในห้องนี้ ก่อนจะมีการขุดแซะและทำความสะอาด

       ห้องกักกันทาสเป็นห้องที่ขุดลึกลงไปใต้อาคาร จึงอับลมและแสง ห้องเล็กๆ ห้องนี้ใช้กักขังทาสไว้คราวละ 150 – 200 คน เพื่อรอเรือสินค้าเดินทางมารับ โดยแต่ละคราวทาสจะต้องใช้ชีวิตอยู่ในห้องนี้เฉลี่ยประมาณ 2 – 4 สัปดาห์ ที่นานสุดคือ 12 สัปดาห์ ดังนั้นพื้นที่แคบๆ แห่งนี้จึงเป็นทั้งที่กิน ที่ยืน ที่นั่ง ที่นอน ที่ขับถ่าย รวมทั้งที่ลมหายใจเฮือกสุดท้ายหมดลง

ปราสาทเคปโคสต์
วิวสวยจากยอดปราสาท

        ก่อนมาถึงปราสาททาสชายหญิงจำนวนมากจะถูกกวาดต้อนมาจากหมู่บ้านไกลแสนไกลในพื้นทวีปและเดินเท้าที่จองจำด้วยโซ่ตรวนจากเหล็ก รวมทั้งดามคอด้วยไม้หรือห่วงโลหะ ระยะเดินเท้าโดยเฉลี่ยคือไม่ต่ำกว่า 200 ไมล์ และที่ไกลที่สุดที่เคยบันทึกไว้คือ 600 ไมล์จากประเทศบูร์กินา ฟาโซ (Burkina Faso)

       “คนยุโรปไม่ใช่ผู้ที่กวาดต้อนชนพื้นเมืองมาเป็นทาสนะครับ หลายคนเข้าใจผิด คนยุโรปคือผู้ขายและผู้ซื้อเท่านั้น แต่เหล่าหัวหน้าเผ่า หรือกษัตริย์ของราชอาณาจักรเล็กๆ ในพื้นที่แอฟริกาตะวันตกเหล่านี้ต่างหากที่เป็นผู้กวาดต้อนเชลยสงคราม หรือแม้แต่จับราษฎรของตนมาขายเป็นทาสโดยมีผลประโยชน์มากมายที่ได้รับแลกเปลี่ยนเป็นของกำนัล” โรเบิร์ตอธิบาย และนั่นทำให้ผมอ้าปากค้าง

ลูกปืน 24 ลูกแลกทาสผู้ชายได้ 1 คน.

        “ทาสชายหนึ่งคน อาจหมายถึงลูกปืนใหญ่ 24 ลูก หรืออาจจะกลายเป็นเหล้า ไวน์ ซิการ์ หรือสินค้าฟุ่มเฟือยอื่นๆ จากยุโรปที่มีอำนาจพอจะเปลี่ยนคนคนหนึ่งให้ละทิ้งความเป็นมนุษย์ของตนเองไปได้”  ...จริง ผมเองไม่มีวันเข้าใจได้เลยว่ามนุษย์สามารถปฏิบัติต่อมนุษย์ด้วยกันเยี่ยงนี้ได้อย่างไร

         พวกเราเดินต่อไปเรื่อยๆ จากห้องใต้ดินที่กักขังทาสชาย ไปยังห้องอื่นๆ ของปราสาท พร้อมกับฟังเรื่องราวจากโรเบิร์ต “เมื่อมาถึงสิ่งแรกที่ทำก็คือการเอาเหล็กร้อนเผาไฟนาบที่หน้าผาก หรือหน้าอกเพื่อตีตราว่าเป็นสินค้าของใคร? ชาติไหน? ในตอนนั้นมียุโรปหลายชาติที่มีกิจการรุ่งเรืองจากการขายทาส ไม่ว่าสวีเดน ดัทช์ โปรตุเกส ฝรั่งเศส ฯลฯ เราเรียกขั้นตอนนี้ว่า Branding จากนั้นก็จะส่งลงไปยังห้องขังชั้นใต้ดิน และด้วยสภาพความเป็นอยู่ที่เลวร้ายจึงส่งผลให้อัตราการเสียชีวิตระหว่างคุมขังนั้นสูงถึง 40 % เลยทีเดียว

ห้องขังที่เล็ก อับ ร้อน และไร้แสง

         เราเดินต่อมาเรื่อยๆ ไปยังอีกฝั่งของปราสาท ที่นั่นก็มีห้องกักขังทาสผู้หญิงที่มีป้ายติดไว้ว่า Female Slave Dungeon เหนือห้องขังทาสผู้หญิงจะมีลานเล็กๆ ไว้ให้นายๆ ชาวยุโรปมองลงมาได้ ทาสสาวหน้าตาดีจำนวนหนึ่งจะได้รับคัดเลือกมาบนลานนี้เพื่อให้นายๆ ได้เลือกเพื่อนำตัวไปปรนเปรอความใคร่

         ทาสที่ได้รับเลือกจะถูกนำไปอาบน้ำขัดตัว และส่งขึ้นห้องทางบันไดลับ หากพวกเธอตั้งครรภ์ขึ้นมา เธอจะถูกกันออกมาจากหัองขังใต้ดิน และนำไปเก็บตัวไว้ที่อาคารข้างปราสาทจนทารกคลอด แล้วจึงกลับมาอยู่ในคุกใต้ดินในสภาพทาสอีกครั้งเพื่อรอเรือมารับ

        ส่วนลูกครึ่งที่เกิดมานั้น จะเรียกว่าเป็นชนชั้น “มูลาตู” ที่ได้รับการศึกษาในแบบแผนเดียวกับยุโรป จากบาทหลวงที่มาจากยุโรป และสามารถอาศัยอยู่กับพ่อในบริเวณปราสาทได้โดยไม่ต้องไปอยู่ปะปนกับคนพื้นเมือง รวมทั้งได้สิทธิ์ในการถือสัญชาติเดียวกันกับผู้เป็นบิดา ในขณะที่แม่นั้นจะยังคงสถานะทาสต่อไป และจะไม่มีโอกาสเจอกันกับลูกของตัวเองเลย

        หากทาสหญิงคนไหนขัดขืน เธอก็จะถูกส่งตัวมายังห้องขัง (The Cell) ที่เล็ก มืด สกปรก และร้อนมากๆ ในช่วงกลางวัน โรเบิร์ตได้ลองพาพวกเราให้เข้าไปยืนอยู่ในคุกเล็กๆ แห่งนั้นแล้วลองจับเวลาว่าเราจะทนอยู่กันได้กี่นาที... ผมว่า 3 นาทีก็ถือว่าเยอะมาก

       “มีทาสหญิงหลายคนที่ถูกกักขังไว้ในห้องนี้จนเสียชีวิต” โรเบิร์ตเล่า

       “อ้อ....ความเลวร้ายทั้งหมดที่เกิดขึ้นในคุกชั้นล่างนั้น... ถัดขึ้นไปด้านบนคือโบสถ์ที่ตั้งอยู่ตรงกับตำแหน่งนี้พอดี” คำพูดของโรเบิร์ตประโยคนี้ทำให้เราทุกคนนิ่งเงียบกันไปอีกนาน

        และแล้วเราก็มาถึงจุดสุดท้ายของการชมปราสาทเคปโคสต์ นั่นคือประตูที่ไม่หวนกลับ หรือ The Door of No Return ที่ตั้งอยู่ตรงปลายปราสาทริมชายทะเล

ประตูที่ไม่หวนกลับ (The Door of No Return) ทางออกไปลงเรือเพื่อเดินทางข้ามมหาสมุทรไปยังโลกใหม่

       มีชาวแอฟริกันทั้งชายหญิงจำนวนมากสุดที่บันทึกไว้ได้คือ 25 ล้านคนที่เดินผ่านประตูนี้ออกไปขึ้นเรือไม้ ก่อนล่องข้ามมหาสมุทรแอตแลนติกสู่ “โลกใหม่” และจากบ้านเกิดไปตลอดชีวิต

       แล้วชายหญิงทั้ง 25 ล้านคนนี้ไปไหน?

        กว่าครึ่งคือประชากรชาวบราซิลในปัจจุบัน อีกหนึ่งในสามกลายเป็นชาวแอฟริกันอเมริกัน รวมทั้งประชากรในหมู่เกาะแคริบเบียนเกือบทั้งหมด และมีอีกมากมายที่อาศัยอยู่ในกลุ่มประเทศอาหรับ และยุโรป เมื่อจบการเดินชมปราสาทเคปโคสต์ในวันนี้ โรเบิร์ตทิ้งท้ายไว้ว่า

       “มีที่ไหนบ้างที่ไม่มีประวัติศาสตร์? ทุกที่มีหมด สิ่งสำคัญคือเราเรียนรู้อะไรจากประวัติศาสตร์กันบ้าง? และเราพยายามกันแค่ไหนที่จะไม่ทำให้สิ่งเลวร้ายนั้นเกิดขึ้นอีก? เราพยายามกันพอแล้วหรือยัง? วันนี้เราไม่ได้ต้องการประณามใคร เราไม่ได้ต้องการชี้ว่าอะไรถูกอะไรผิด แต่เรามาเรียนรู้ไปด้วยกัน เพื่อช่วยกันป้องกันไม่ให้สิ่งเหล่านี้มีโอกาสเกิดขึ้นมาอีก ไม่ว่าที่ไหนในโลกก็ตาม”

ห้องทำพิธีส่งวิญญาณทาสนับล้านคนที่เสียชีวิตในช่วง 300 กว่าปีของการค้าทาส

         ผมเดินออกมาจากปราสาทเคปโคสต์ พร้อมกับหันหลังกลับไปดูพวงหรีดจำนวนมากที่มาจากเมมฟิสบ้าง แอตแลนต้าบ้าง บราซิลบ้าง บนนั้นมีคำไว้อาลัยของลูกหลานที่เขียนถึงบรรพบุรุษของพวกเขาที่เคยใช้ชีวิตอยู่ที่นี่

        ผมจินตนาการถึงความรู้สึกของพวกเขา

        “.... ทุกคนที่มาที่นี่กลับไปพร้อมน้ำตา ....ทุกคน ....ทุกคน” คำพูดของลุงโคฟี่ยังก้องอยู่ในหูของผม พร้อมนัยน์ตาที่ชุ่มเช่นกัน

 

ขอขอบคุณภาพจาก

ดวงฤทัย พุ่มชูศรี Facebook Ning’s Homemade

นนทวัฒน์ พุ่มชูศรี

 

Story by โลจน์ นันทิวัชรินทร์

ABOUT THE AUTHOR
โลจน์ นันทิวัชรินทร์

โลจน์ นันทิวัชรินทร์

หนุ่มเอเจนซี่โฆษณาผู้มีปรัชญาชีวิตว่า "ทำมาหาเที่ยว" เพราะเรื่องเที่ยวมาก่อนเรื่องกินเสมอ ชอบไปประเทศนอกแผนที่ที่ไม่มีใครอยากไปเลยต้องเต็มใจเป็น solo backpacker

ALL POSTS