HAPPENING BKK
NLINE MAGAZINE
×
เมื่อหนุ่มไทยสมัครใจมีแม่เป็นชาววานูอาตู
by โลจน์ นันทิวัชรินทร์
9 ก.พ. 2561, 16:40
  5,819 views

เรียกฉันว่าแม่... มาม่า... และต่อไปนี้ บนเกาะนี้ ฉันคือแม่ของเธอ

ผมมาจากประเทศไทย ส่วนเธอเป็นชาววานูอาตู โดยระยะทางแล้วเราอยู่ไกลกันกว่า 10,000 กิโลเมตร

ผมมาจากกรุงเทพ ฯ เมืองใหญ่ที่แสนวุ่นวาย ส่วนเธอเป็นชาวเกาะแอมบริม เกาะเล็ก ๆ ในประเทศวานูอาตูกลางมหาสมุทรแปซิฟิกที่ไม่มีแม้แต่ไฟฟ้าและน้ำประปาใช้

โอกาสที่เราจะเจอกันนั้นน้อยยิ่งกว่าศูนย์ แต่วันหนึ่งเรากลับกลายมาเป็นคู่แม่-ลูกกัน....

เรื่องทั้งหมดเกิดขึ้นมาได้อย่างไร?

         วินาทีที่ผมก้าวลงจากเรือประมงลำเล็กสู่หาดรานอน เกาะแอมบริม นั้น ผมรู้สึกว่าผมกำลังอยู่ในสรวงสวรรค์ น้ำทะเลสีครามใสสะอาดตัดกับหาดลาวาสีดำสนิทอันเลื่องชื่อของที่นี่

ชาวเกาะที่นี่อาบน้ำทำเลกันครับ

        ผมเดินดุ่มไปยังบังกาโลที่ผมจะพักอยู่อีก 7 วัน มันเป็นเรือนไม้ไผ่มุงใบมะพร้าวหลังเล็กที่มีเพียงห้องนอนพร้อมอุปกรณ์ที่เบสิคสุด ๆ นั่นคือ เสื่อ หมอน ผ้าห่ม และมุ้ง... เพียงเท่านั้น

       Ranon Beach Bungalow คือที่พักเพียงไม่กี่แห่งบนเกาะนี้ และที่นี่มีเพียงบังกาโลเล็ก ๆ 3 หลังเรียงอยู่อย่างปลีกวิเวกห่างไกลออกมาจากหมู่บ้านโดยใช้เวลาเดินราว 30 นาที

        และที่นั่น....ผมได้รู้จักกับป้าเอมม่า (Emma) เป็นครั้งแรก

มาม่าทำงานตลอดเวลา

        ป้าเอมม่าคือผู้ดูแลบังกาโล เป็นผู้หญิงในวัย 60 ต้น ๆ ที่ยังแข็งแรง สิ่งที่ผมสังเกตเห็นคือป้าเอมม่าเป็นผู้หญิงชาววานูอาตูคนเดียวที่โพกผ้าซ่อนผมหยิกสลวยไว้ภายใต้ผ้าสีหม่นผืนนั้นอยู่ตลอดเวลา ไม่ว่าป้าจะลงไปเล่นน้ำทะเลหรือทำกิจกรรมอะไรก็ตาม ผมก็ไม่เคยเห็นป้าปลดผ้าโพกผมออกเลย

        หลังจากแนะนำตัวกันพร้อมกับที่ป้าเอมม่าได้ชวนคุยเรื่องราวต่าง ๆ เกี่ยวกับตัวผมมากมายจนทราบว่าคุณแม่ได้จากผมไปหลายสิบปีแล้ว อยู่ดี ๆ ป้าเอมม่าก็บอกผมว่า

       “อย่าเรียกฉันว่าเอมม่า แต่เรียกฉันว่าแม่... มาม่า... และต่อไปนี้ บนเกาะนี้ ฉันคือแม่ของเธอ” ป้าเอมม่าบอกกับผม พร้อมเข้ามาจับมือแน่น

       “ได้ครับเอมม่า...เอ๊ย...มาม่า” ผมตอบไปพร้อมกับที่มาม่าหันมายิ้มตาหยี และหลังจากนั้น ผมก็กลายเป็นลูกตี๋ของมาม่าไปทันที

เอมม่า หรือมาม่าเป็นชาววานูอาตูคนเดียวที่โพกผมตลอดเวลา

        มาม่าเป็นชาวเกาะ และชาวเกาะก็เป็นคนเรียบง่าย ไม่ซับซ้อนแบบคนเมืองใหญ่ เมื่อมาม่ารับผมเป็นลูก มาม่าก็กลายมาเป็นแม่ผมจริง ๆ กล่าวคือมาม่าไม่ได้ปฏิบัติต่อผมเยี่ยงแขก แต่มาม่าพร้อมจะเรียกใช้ผมให้ทำนู่นทำนี่ให้เหมือนแม่ที่เรียกใช้ลูกได้เสมอ

        การเอาตัวรอดบนเกาะเริ่มต้นด้วยการหัดก่อกองไฟและต้มมัน ซึ่งก็เริ่มในวินาทีนั้นทันทีเพื่อเตรียมอาหารเย็น

        ที่นี่ไม่มีห้องครัวเป็นเรื่องเป็นราว หากจะทำอาหารต้องไปที่ปลายสุดของหาดซึ่งมีถ้ำเล็ก ๆ หลบหลืบอยู่ บริเวณนั้นจะเป็นพื้นที่แห้งตลอดเวลา แม้ฝนจะตกหนักยังไงก็ไม่เปียก

        นี่ผมกำลังอยู่บนเกาะที่ไม่มีน้ำประปา ไม่มีไฟฟ้า และกำลังจะก่อไฟทำกับข้าวในถ้ำ.... แค่คิดก็สนุกเสียแล้ว

        “จุดฟืนเป็นไหม?” มาม่าถาม ผมส่ายหน้า

        “ต้มมัน ต้มเผือกเป็นไหม?” มาม่าถาม ผมส่ายหน้าซ้ำ

        “เฮ้ออออ......” มาม่า “เฮ้อ” ใส่แบบเหนื่อยใจพร้อมกับสอนการจุดไฟ

        “จุดไฟกับใบไม้แห้งแล้วเป่าฟู่ ฟู่ แบบนี้... ติดไฟแล้วนะ ทีนี้โกยกองไฟเล็ก ๆ นี้มาใส่กะลามะพร้าว แล้วแกว่งกะลามะพร้าวไปมาให้ไฟมันแรงขึ้น มาม่าอธิบายพร้อมสาธิตขณะที่ลูกตี๋คว้าไอโฟนมาถ่ายรูป

        “ตั้งใจดูมามาสิ” นั่น...มาม่าเอ็ด

ช่วยมาม่าต้มน้ำครับ

        เมื่อไฟติดและเริ่มลุกแรงขึ้น มาม่านำกะลาวางลงบนพื้น เอาหินขนาดกลาง 4-5 ก้อนมาก่อโดยรอบให้เป็นเตา

        “ต้นไม้ข้าง ๆ นี้เรียกว่าต้นลิทมอร์ เป็นต้นไม้ที่ใช้เลี้ยงไฟ เมื่อก่อนติดไฟยาก พอติดไฟได้แล้วพวกเราก็จะตัดต้นลิทมอร์เป็นท่อน ๆ มาสุมไฟไว้ ท่อนนึงยาวประมาศอกนึง ไฟจะติดท่อนไม้ชนิดนี้โดยไม่ดับไปอีก 3-4 วันเลยทีเดียว...

        “เวลาจะทำอาหาร ต้มน้ำ ก็เอาฟืนมาต่อไฟจากต้นลิทมอร์เพื่อนำไปใช้ได้เลย จะได้ไม่ต้องจุดไฟก่อฟืนใหม่ทุกครั้ง...” ลูกตี๋ถ่ายรูปต้นไม้อันแสนวิเศษนี้อยู่รัว ๆ ขณะมาม่าอธิบาย ข้อมูลนี้น่าตื่นเต้นสำหรับผมมาก ๆ

        เมื่อวิชาก่อไฟผ่านไป ก็ถึงเวลาวิชาต้มมัน ซึ่งผมช่วยมามาเอาหม้อไปรองน้ำฝนที่เก็บอยู่ในถังปูนแถว ๆ นั้น นำมาต้มพร้อมกับหัวมันจำนวนหนึ่ง ผมรอจนหัวมันเต้นระริกอยู่ในน้ำเดือดปุด ๆ  จึงยกลง

        นับจากวันนั้นจนตลอด 7 วันที่ผมไปเป็นลูกมาม่า หน้าที่ติดไฟ ต้มมัน เพื่อทำอาหารเช้าและเย็น เป็นหน้าที่หลักที่ลูกตี๋อย่างผมทำได้และภูมิใจมาก

ความที่แอมบริมเป็นเกาะที่ไม่มีระบบน้ำประปา น้ำฝนจึงเป็นทรัพยากรสำคัญที่ทุกคนจะต้องร่วมกันหวงแหน

       “อยู่ที่นี่อาบน้ำแค่ตอนเย็น และอาบแค่ครึ่งถังพอนะ น้ำฝนที่นี่มีค่า เวลาเข้าหน้าแล้ง บางทีฝนไม่ตกเป็นเดือน ๆ ก็มี” นี่คืออีกหนึ่งพันธสัญญาที่มาม่าบอกผมและผมก็ยึดปฏิบัติอย่างเคร่งครัด

        ถังที่มาม่าหมายถึงคือถังพลาสติกสีดำขนาดมาตรฐานที่สูงประมาณเข่า เรื่องอาบน้ำแบบประหยัดนี้สบายมากเพราะผมผ่านวิชาเขาชนไก่มาแล้ว อาบน้ำ 3-4 ขันผมยังเคย ดังนั้นครึ่งถังนี่นอกจากผมจะอาบได้สะอาดทุกซอกทุกมุมแล้ว ผมยังสามารถสระผมได้ด้วยนะครับ เหม่.. หอมฉุยเลย

        มาม่าชอบอกชอบใจมากที่ลูกตี๋ทำได้เช่นเดียวกับชาวเกาะอย่างเธอ

     และเมื่อถึงเวลาค่ำหลังมื้ออาหารและล้างจานเสร็จ ผมก็พบว่าทั่วทั้งหาดรานอนนี้เงียบสงบมาก ๆ มาก ๆ

     “มาม่าเอาชามาให้ดื่ม ดื่มแล้วก็เข้านอนนะ ปิดประตูด้วย ลมมันแรงเดี๋ยวไม่สบาย” มาม่าถือถ้วยชามาส่งให้ตรงระเบียงที่ผมนั่งรับลม

        “ขอบคุณครับ.... แล้วมาม่านอนไหนครับ” ผมถาม คาดว่าคงเป็น 1 ใน 3 บังกาโลที่เรียงอยู่ใกล้ ๆ กัน

        “อ๋อ.... เดี๋ยวมาม่าเดินกลับหมู่บ้าน ไปจากที่นี่อีกครึ่งชั่วโมง คืนนี้นอนนี่คนเดียวนะ” มาม่าทิ้งท้ายก่อนยิ้มให้กำลังใจแล้วก็หันหลังเดินไป

        ดะ...ดะ...ดะ...เดี๋ยวนะครับมาม่า.... อะ อะ อะไรนะครับ ตกลงว่าทั้งหาดยาวราวกิโลเมตรกว่า ๆ พร้อมบังกาโล 3 หลังน้อย ๆ นี้จะมีผมอยู่คนเดียวเหรอครับ

เวลคัมทู รานอน บีช บังกาโล สามหลังอยู่คนเดียวครับ

        สารภาพว่าผมตกใจมาก ๆ ครับ คือผมพอจะเดาได้ตั้งแต่วินาทีแรกที่มาถึงที่นี่แล้วว่าผมคงเป็นแขกคนเดียวของรานอน บีช บังกาโล แห่งนี้ แต่ที่ผมช็อคสุด ๆ ที่คือคืนนี้ผมต้องนอนคนเดียวทั้งหาด.... แบบมืดสนิทเพราะไม่มีไฟฟ้า

        ในคืนแรก เมื่อมาม่าไปแล้วรอบ ๆ ตัวผมมืดมาก แสงไฟฉายที่ผมวางไว้บนขื่อเหนือประตูห้องนอนเป็นเพียงลำแสงสว่างเดียวที่ทอดออกไปสู่ความมืดที่ยิ่งกว่ามืด ผมนั่งนิ่ง ๆ แบบไม่รู้จะจัดการสถานการณ์แห่งความโดดเดี่ยวสุดขีดเช่นนี้อย่างไร

        ทันใดนั้น... ผมได้ยินเสียงฝีเท้าหนัก ๆ ของอะไรบางอย่างคลานสวบ ๆ เร็ว ๆ ลงมาจากลังคาจาก เลาะลงมายังฝาผนังไม้ไผ่ข้างหลังผม ผมรีบหันไปแล้วพบว่ามันคือตุ๊กแกตัวใหญ่สีดำปิ๊ดปี๋เลย และที่สำคัญมันกำลังแลบลิ้นแฟร่บอย่างรวดเร็วเพื่อกินแมลงที่มาเล่นไฟฉายอยู่ต่อหน้าต่อตาผมครับ

        “เฮ้ยยยยยย......” ผมกรีดร้องออกมาอย่างเสียขวัญ

        สิ่งที่ผมทำได้คือคว้าไฟฉายลงมา วิ่งเข้าห้อง ปิดประตู และเอาปลายมุ้งสอดใต้เสื่อทุกมิลลิเมตร ผมกลัวตุ๊กแกจะเข้ามาในมุ้งได้ และผมตัดสินใจปิดไฟฉาย เพราะถ้าผมเปิดแล้วล่อแมลงมา น้องตุ๊กแกก็จะตามเข้ามาด้วย

เมื่อไฟดับลง ทุกอย่างคือความมืดสนิท ผมยกมือตัวเองขึ้นมาเพ่งมอง แต่ผมก็ยังไม่เห็นอะไรอยู่ตรงหน้าเลย

และทันใดนั้นเสียง... ตั้ก ตั้ก ตั้ก....ตั๊กแก้ ก็ดังขึ้นชัดเจนในห้องผม และนั่นคือคืนแรกในชีวิตที่ผมต้องนอนร่วมห้องกับตุ๊กแก


        ขออนุญาตตัดภาพมาในคืนต่อ ๆ ไปเลยนะครับ ผมว่าประสบการณ์มันสอนเราให้ปรับใจปรับกายให้รับกับสถานการณ์ได้ดียิ่งขึ้น ในวันหลัง ๆ นอกจากผมจะรู้สึกเฉย ๆ กับน้องตุ๊กแกแล้ว ผมยังพัฒนาความสามารถในการแยกแยะเสียงฝีเท้าได้ว่าเป็นเสียงเดินของจิ้งจกหรือตุ๊กแกได้อีก เพราะน้ำหนักที่ลงบนใบจากและผนังไม้ไผ่จะต่างกัน

        “เก่งมาก เก่งมาก นอนคนเดียวได้ ไม่กลัวตุ๊กแกด้วย เป็นชาววานูอาตูแบบมาม่าได้แล้วนะ” มาม่าพูดอย่างภูมิใจตั้งแต่ผมทำสำเร็จในคืนแรก

       เวลาบ่าย ๆ เพื่อน ๆ มาม่ามักแวะมาคุยที่บังกาโล ถ้าผมไม่ออกไปเดินป่าปีนเขาหรือดำน้ำ ผมก็มักจะอยู่เล่นอยู่คุยด้วย จนบ่ายวันนึงมาม่าบอกว่าเพื่อฉลองที่มีลูกชายจากประเทศไทยคนนี้ มาม่าอยากจะแสดงอะไรเล็ก ๆ น้อย ๆ ให้ผมดู

       คำว่าเล็ก ๆ น้อย ๆ ของมาม่านั้นไม่เล็กไม่น้อยเลย ผมขอเรียกว่าเป็นการแสดงแบบ “จัดใหญ่ไฟกระพริบ” กล่าวคือมาม่าจะชวนเพื่อนให้ลุกขึ้นยืนตั้งแถวเรียงหน้ากระดานแล้วหันมาโค้งผม ซึ่งเป็นผู้ดูเพียงคนเดียวก่อนจะเดินลงน้ำไปทำการแสดงสิ่งที่เรียกว่า “Water Music” หรือการใช้มือวักน้ำให้เกิดเสียงสูง ๆ ต่ำ ๆ เป็นจังหวะต่าง ๆ กันและเป็นการแสดงของชาวเกาะนี้มาแต่ดั้งเดิม เมื่อแสดงเสร็จมาม่ายังชวนเพื่อน ๆ มาวาดทรายให้เป็นลวดลายกราฟฟิกแบบพื้นเมืองให้ผมดู

มาม่าตั้งใจแสดงมากๆ เล่นใหญ่มากๆ

        การวาดทรายนั้นจัดเป็นการสื่อสารหลักของชาวนิวานูอาตูมาตั้งแต่โบราณ บริเวณหน้าบ้านแต่ละคนจะมีกระบะทรายเกลี่ยเรียบไว้วาดรูปลงไปในนั้น

        ถ้าวาดรูป “ค้างคาว” ก็แปลว่า “ฉันไม่อยู่ ฉันออกไปหาผลไม้” เหมือนค้างคาวที่ไปหาผลไม้เช่นกัน

        ถ้าวาดรูป “ผีเสื้อ” ก็แปลว่า “ฉันไม่อยู่ ฉันเดินทางไกล อาจไปนานหน่อยนะ” เหมือนผีเสื้อที่บินไปเรื่อย ๆ

        ส่วยรูป “ตุ๊กแกนั้น” แปลว่า Do not disturb.... ฉันนอนอยู่จ้ะ”

        น่ารักไหมครับ? ผมนี่ปลื้มมาก ๆ กับวิธีการสื่อความหมายบนกระบะทราย

มาม่ากำลังสอนวาดรูปบนหาด

        มาม่ากับเพื่อน ๆ ต่างก็แสดงการวาดสุดฝีมือให้ลูกตี๋คนนี้ได้ชื่นชม ทุกคนต่างลากเส้นไปเรื่อย ๆ โดยไม่ยกนิ้วเลยแม้แต่ครั้งเดียว มาม่าพยายามให้ผมลองวาดเองอยู่หลายครั้ง และเมื่อผมพยายามวาดจนสำเร็จ มาม่าก็เฮลั่นเลยทีเดียว

       7 วันบนเกาะแอมบริมหมดลงอย่างรวดเร็ว ผมสำเร็จวิชาการติดเกาะฉบับวานูอาตูครบตามหลักสูตรที่มาม่ามอบให้ตั้งแต่ติดไฟ ต้มมัน จนวาดลายบนทราย และวันนี้ถึงเวลาแล้วที่ผมจะเดินทางต่อไปยังเกาะอื่น ๆ ของประเทศนี้

รูปคู่แม่-ลูก รูปเดียวของเรา

        เมื่อวันที่ต้องอำลามาถึง เรือที่มาม่านัดไว้จะมารับผมที่หน้าบังกาโลเพื่อไปส่งสนามบินในเวลาบ่ายโมง ผมขนของขึ้นเรือ มาม่าเดินมากอดแน่น และกระซิบบอกผมเบา ๆ ว่า "เดินทางปลอดภัยนะ มาม่าคงจะคิดถึงมาก ๆ”

        เรือพาผมออกจากฝั่ง ทิ้งหาดรานอนไว้ไกลขึ้น ไกลขึ้น และเป็นครั้งแรกที่ผมเห็นมาม่าเอามือแกะผ้าโพกผมออกโบกเพื่อให้ผมมองเห็นจากบนเรือที่กำลังบ่ายหน้าสู่ท้องทะเล .....และผมแอบเห็นมาม่าปาดน้ำตา

        ผมโบกตอบจากบนเรือ ในขณะที่เรือเริ่มไกลขึ้น ไกลขึ้น และไกลขึ้น

       

        ผมหันไปอีกครั้ง มาม่ายังโบกผ้าผืนนั้นอยู่ ผมโบกตอบอีกครั้ง....ผมหันกลับมาแล้วปาดน้ำตาตัวเองเช่นกัน

        การเดินทางสร้างความทรงจำ ไม่เพียงแต่เฉพาะสถานที่ แต่ยังมีผู้คนเป็นส่วนสำคัญอยู่ในนั้นด้วย มาม่าคือคนที่ผมคงจะลืมไม่ได้ในชีวิตนี้

 

ABOUT THE AUTHOR
โลจน์ นันทิวัชรินทร์

โลจน์ นันทิวัชรินทร์

หนุ่มเอเจนซี่โฆษณาผู้มีปรัชญาชีวิตว่า "ทำมาหาเที่ยว" เพราะเรื่องเที่ยวมาก่อนเรื่องกินเสมอ ชอบไปประเทศนอกแผนที่ที่ไม่มีใครอยากไปเลยต้องเต็มใจเป็น solo backpacker

ALL POSTS