HAPPENING BKK
NLINE MAGAZINE
×
ท่อง “ไทเป” เมืองนักอนุรักษ์
by Arinya
4 ม.ค. 2561, 19:33
  2,256 views

"ไทเป" ไม่ได้พัฒนาแต่สิ่งปลูกสร้างและวัตถุ แต่ยังมีการอนุรักษ์ที่น่าเอาอย่าง

        ดูเหมือนว่าตอนนี้ใครๆ ก็อยากจะไปเที่ยวไต้หวัน และยิ่งพอเข้าฤดูกาลจักรยานเดือนมีนาคมทีไร ไทเปก็กลายเป็นเมืองเนื้อหอมขึ้นมายิ่งกว่าเมืองไหนๆ หลายคนเริ่มกระสับกระส่ายอยากจะไปร่วมงาน Taipei Cycle Show วันที่ 23 มี.ค. นี้ เพราะใครๆ ก็รู้ดีว่างานนี้เป็นงานโชว์จักรยานระดับโลกที่เชิดหน้าชูตาชาวเอเชียมากแค่ไหน

        แต่ถ้าคุณไม่ใช่พวกนักปั่นสายแข็ง หรือไม่ได้สนใจเทคโนโลยีล่าสุดสำหรับจักรยาน ก็คงชอบเดินหาของดีไซน์เก๋ๆ หรือร้านกาแฟแนวๆ ในเมืองไทเปเสียมากกว่า

        บางคนอาจจะคิดไม่ถึงว่าเมืองที่เต็มไปด้วยของดีไซน์น่ารักๆ จะมีความพิเศษอีกอย่างคือ การอนุรักษ์ธรรมชาติไว้ได้เป็นอย่างดี ไม่ว่าจะเป็นซันมูนเลคที่เป็นที่นิยมในหมู่นักปั่นจักรยาน หรืออุทยานแห่งชาติหยางหมิงชานที่ใครๆ ก็อยากไปสูดอากาศบริสุทธิ

        แต่ก็นั่นแหละ สถานที่เหล่านี้อาจจะต้องใช้เวลาเดินทางหลายชั่วโมงอยู่สักหน่อย และคุณอาจจะยังไม่รู้ว่า แค่คุณนั่งรถไฟฟ้าออกไปนอกตัวเมืองไทเปเพียงแค่ 50 นาทีที่สถานี Zhuwei ก็จะทำให้คุณสามารถสัมผัสธรรมชาติป่าโกงกางได้ง่ายนิดเดียว และรับรองว่านักท่องเที่ยวจากกรุงเทพฯ หรือเมืองใหญ่ๆ หลายแห่งในประเทศไทยต้องอิจฉาเพราะบรรยากาศธรรมชาติใกล้เมืองแบบนี้หาได้ค่อนข้างยากในบ้านเรา

        การเดินทางไปไทเปครั้งแรก เรากลับไม่เลือกพักโรงแรมในเมืองเหมือนคนอื่น เพราะก่อนหน้านี้เราได้เห็นภาพที่พัก Bamboo Curtain Studio ที่ตั้งอยู่ชานเมืองใกล้กับป่าโกงกางแห่งนี้โดยบังเอิญ เราจึงตัดสินใจพักนอกเมืองเพื่อดื่มด่ำธรรมชาติและอากาศบริสุทธิให้เต็มที่มากที่สุด

        ซึ่งถึงแม้เราจะต้องใช้เวลาเดินทางเกือบชั่วโมงต่อเที่ยวเพื่อเข้าไปเที่ยวในเมือง แต่การพักที่นี่ก็ไม่ได้ทำให้เราผิดหวังเลย เพราะทำให้เราได้ซึมซับบรรยากาศไทเปในแบบที่ต่างจากคนอื่น และได้ใช้ทางจักรยานที่ตัดผ่ากลางป่าโกงกางจนจุใจ

        หลังจากที่พักที่สตูดิโอนอกเมืองนี้หลายวัน เช้าวันเสาร์เราได้โอกาสยืมจักรยานของสตูดิโอออกไปปั่นตามเส้นทางจักรยานที่วิ่งเลียบแม่น้ำผ่านไปบนป่าโกงกางที่เริ่มต้นตั้งแต่สถานี Guandu ยาวไปจนถึง สถานี Tamsui เป็นระยะทางทั้งหมดประมาณ 6 กิโลเมตร ตลอดเส้นทางเช้าวันนี้เราได้เจอกับคนหลายกลุ่มที่มาเดิน วิ่งและปั่นจักรยานออกกำลังกายบนทางเส้นนี้ กลุ่มคนมีตั้งแต่เด็กที่มากับพ่อแม่ วัยรุ่น คนทำงานไปจนถึงคนสูงอายุ บ้างมาเดี่ยว บ้างมาเป็นกลุ่มใหญ่ เส้นทางนี้เราเพิ่งมาเดินเมื่อวานกับมาร์กาเร็ต ซวี

        เมื่อบ่ายวันก่อนหน้านั้นมาร์กาเร็ต ผู้ก่อตั้งสตูดิโอแห่งนี้ได้เจียดเวลาของเธอเพื่อพวกเรากับกลุ่มศิลปินที่มาทำโครงการร่วมกับสตูดิโอทัวร์ป่าโกงกางริมแม่น้ำ Tamsui ในตอนแรกเรานัดแนะปั่นจักรยานไปด้วยกันบนทางเลียบป่าโกงกางที่ยาวประมาณ 5 กิโลเมตรจากสถานี Zhuwei ไปจนถึงสถานี Tamsui แต่เนื่องจากฟ้าฝนไม่ค่อยจะเป็นใจ ทำให้เราต้องเปลี่ยนเป็นการเดินทัวร์

        มาร์กาเร็ตเป็นคนฮ่องกงแต่ย้ายมาอยู่ที่ไทเปหลายสิบปีตั้งแต่แต่งงาน  แม้จะมีพื้นฐานการศึกษาในเรื่องเศรษฐศาสตร์ แต่เธอผันตัวเองมาเป็นนักเคลื่อนไหวทางวัฒนธรรมและสิ่งแวดล้อม และกลายเป็นผู้บุกเบิกเปิดสตูดิโอที่ชื่อว่า Bamboo Curtain Studio ใกล้กับป่าโกงกางในเขต Zhuwei เมื่อ 20 กว่าปีก่อนตั้งแต่ยังไม่ทันมีรถไฟฟ้าวิ่งออกมาแถวนี้ด้วยซ้ำไป แต่สตูดิโอของมาร์กาเร็ตไม่ได้แค่เป็นพื้นที่แลกเปลี่ยนหรือเรียนรู้งานศิลปะเท่านั้น แต่ยังเป็นจุดเริ่มโครงการหลายๆ อย่างที่กระตุ้นให้คนท้องถิ่นได้เรียนรู้เรื่องเกี่ยวกับท้องถิ่นของตัวเอง และอนุรักษ์สิ่งแวดล้อมให้มากขึ้น

        มาร์กาเร็ตเป็นผู้ใหญ่ผมขาวที่ยังคงกระฉับกระเฉง ในเย็นวันที่เธอนำทัวร์พาพวกเราเดินไปในป่าโกงกางริมแม่น้ำตามซุย ป้าเดินนำหน้าตลอดเวลาปล่อยให้พวกเราและศิลปินที่สตูดิโอเดินตามแล้วฟังเธอเล่าอย่างตั้งใจ พร้อมกับยิงคำถามสลับกันไป

        มาร์กาเร็ตเล่าว่าคนท้องถิ่นแถวนี้จะทราบดีว่าป่าโกงกางแถวนี้เคยกินพื้นที่ชายหาดลึกเข้าไปถึงสถานี Guandu แต่เนื่องจากการพัฒนาเมืองไทเปเริ่มขยายออกไปเรื่อยๆ ทำให้พื้นที่ที่เคยเป็นป่าก็เริ่มกลายเป็นสิ่งปลูกสร้าง ทำให้ในเขตกวนตูเริ่มมีต้นโกงกางบางตาลง

        ครั้งหนึ่งเคยมีนักวิชาการจากมหาวิทยาลัยในเมืองไทเปท้วงว่าการอนุรักษ์ป่าโกงกางในสวนกวนตูนั้นเริ่มเกินความจำเป็น และป่าโกงกางแห่งนี้เริ่มมีขนาดใหญ่เกินไปโดยเพิ่มขนาดจาก 10.48 เฮคตาร์ในปีพ.ศ. 2532 เป็น 23.55 เฮคตาร์ในปี 2545 จนทำให้ดินเหนียวมากเกินไปทำให้การระบายน้ำเป็นไปได้ยาก ซึ่งอาจจะก่อให้เกิดน้ำท่วมได้ เพราะป่าโกงกางได้ขยายตัวในขณะที่เขตเวตแลนด์ได้เหือดแห้งไป ทำให้แม่น้ำแคบลง นักวิชาการคนดังกล่าวจึงแนะนำให้มีการฟื้นฟูเวทแลนด์และเพิ่มความหลากหลายทางนิเวศน์เพื่อก่อให้เกิดความสมดุล ซึ่งทางเมืองไทเปก็เห็นด้วยกับการเพิ่มความหลากหลายให้กับพื้นที่

        แต่ถึงวันนี้มาร์กาเร็ตเล่าว่าป่าโกงกางในเขตกวนตูค่อนข้างบางตา ต้นโกงกางจะเริ่มขึ้นหนาแน่นแถวสถานี Zhuwei เลยสถานี Hongshulin ไปจนเกือบถึงสถานี Tamsui เป็นระยะทางเลียบแม่น้ำประมาณ 3 กิโลเมตร และถ้าประเมินด้วยสายตาน่าจะกินพื้นที่ลึกประมาณสองถึงสามร้อยเมตรในบางจุด

        จุดนี้เป็นจุดที่มีไม้โกงกางขึ้นหนาแน่นเพราะเป็นจุดน้ำกร่อยระหว่างแม่น้ำตามซุยกับทะเลจีนและจุดที่มีต้นไม้ขึ้นหนาแน่นที่สุดคือตรงสถานี Hongshulin ที่มีความหมายว่าป่าโกงกาง ก็คงคล้ายกับบ้านเราที่ชื่อเขตหลายเขตเริ่มต้นด้วยคำว่า “บาง” เพราะความหนาแน่นของต้นไม้บางชนิด ถ้าให้คนไทยตั้งชื่อสถานีนี้คงเรียกมันว่า “บางโกงกาง”

        มาร์กาเร็ตบ่นอุบว่าพื้นที่ป่าโกงกางหายไปเยอะเพราะมีคนลักลอบถมดินอยู่เรื่อย แต่คนไทยอย่างเราที่เคยเห็นแต่ป่าโกงกางบางๆ แถบสมุทรสาคร หรือสมุทรสงครามก็ทึ่งกับป่าทึบสีเขียวอยู่ตรงหน้าจนบอกไม่ถูก

        ในช่วงเวลาประมาณ 15 ปีที่ผ่านมาหลังจากที่รถไฟฟ้าเริ่มนำความเจริญจากตัวเมืองไทเปออกมายังชานเมืองแห่งนี้ จากเริ่มแรกถมที่เพื่อทำการเกษตรและต่อมาก็เริ่มมีสิ่งปลูกสร้างที่ผิดกฎหมายเพิ่มขึ้นบนที่ดินที่แอบถมเรื่อยๆ จนทำให้ป่าโกงกางที่เคยกินพื้นที่ลึกเข้าไปถึงริมทางรถไฟตอนนี้ก็ตื้นขึ้นไปชิดกับชายทะเลมากขึ้นเรื่อยๆ

        จึงไม่น่าแปลกใจที่ระหว่างที่เดินผ่านป่าโกงกางเราก็จะเห็นตึกร้างที่สร้างไม่เสร็จอยู่เป็นระยะๆ เพราะถูกทางการตรวจพบเสียก่อน เนื่องจากตึกเหล่านี้รุกล้ำอยู่บนเขตป่าสงวน

        “เมื่อก่อนที่แถวนี้ไม่ได้มีมูลค่าอะไร” มาร์กาเร็ตเล่าพลางชี้ไปที่ตึกคอนโดขนาดใหญ่ฝั่งตรงข้ามตอนที่พาพวกเราเดินไปบนทางที่ทำไว้ให้จักรยานและคนเดิน ทางเส้นนี้วิ่งเลียบแม่น้ำไปจากสถานีกวนตูไปจนถึงสถานีตามซุยเป็นระยะทางประมาณ 5 กิโลเมตร ฝั่งหนึ่งของทางเดินนี้จะเป็นป่าโกงกางที่อยู่ติดริมน้ำที่มีรั้วเหล็กกั้นแนวเขตป่า ส่วนอีกฝั่งจะเป็นรางรถไฟฟ้าที่คู่ขนานไปกับถนนที่วิ่งเข้าเมือง และตึกคอนโดสูงหลายสิบชั้นที่เรียงรายไปตลอดเส้น

        และแม้ว่าป่าโกงกางนี้จะคอยทำตัวเหมือนเป็นกันชนให้กับเมืองไทเปไม่ให้คลื่นขนาดใหญ่ซัดเข้าถึงตัวแผ่นดินในฤดูไต้ฝุ่น แต่ดูเหมือนว่าป่าแห่งนี้จะถูกคุกคามอยู่เสมอ ล่าสุดทางการเมืองไทเปต้องการจะสร้างทางด่วนขนาดสี่เลนวิ่งคู่ขนานกับเส้นรถไฟฟ้าเพื่อบรรเทาการจราจรที่ติดหนักขึ้นทุกวัน ซึ่งใครหลายคนคงนึกภาพไว้ว่ามันคงสวยไม่หยอกที่จะได้ขับรถเข้าไปทำงานในเมืองพร้อมกับชมวิวแม่น้ำบนทางด่วนเส้นนี้

        “ทางการพยายามทำให้เราเชื่อว่าป่าโกงกางจะขยายลงทะเลไปได้เรื่อยๆ แต่เป็นที่รู้กันอยู่แล้วว่าในปัจจุบันนี้ตามกฎขององค์การสหประชาชาติการขยายหาดออกไปสู่ทะเลไม่สามารถทำได้อีกแล้ว” มาร์กาเร็ตเล่าถึงนโยบายของเมืองไทเปที่พยายามทำให้คนเห็นด้วยกับการสร้างทางด่วน และสัญญากับเธอเป็นมั่นเป็นเหมาะว่าทางด่วนนี้จะกินพื้นที่ป่าโกงกางเพียงแค่ห้าสิบเซนติเมตร และจะไม่แตะต้องสตูดิโอของเธอเลย

        “มันจะเป็นไปได้ยังไงถ้าเขา (เมืองไทเป) จะสร้างทางด่วนสี่เลนแล้วกินพื้นที่ล้ำเข้ามาเพียงแค่ห้าสิบเซนติเมตร หรือถ้าเขาจะแตะสตูดิโอฉันก็ได้ แต่ห้ามแตะป่าโกงกางกับป่าสงวนแห่งนี้” มาร์กาเร็ตพูดเสียงแข็ง

        ไทเปคงไม่ต่างจากเมืองไทยหรือที่อื่นๆ ที่นักการเมืองท้องถิ่นจะรื้อฟื้นโครงการทางด่วนนี้ขึ้นมาทุกครั้งที่มีการเลือกตั้งเพื่อเรียกคะแนนเสียงจากชนชั้นกลางที่ต้องการความสะดวกสบายในการเดินทาง แต่มาร์กาเร็ตบอกว่าโชคยังดีที่รัฐบาลท้องถิ่นไม่มีงบประมาณมากพอที่จะสร้างทางด่วนในตอนนี้ ทำให้หน่วยงานสิ่งแวดล้อมที่ไม่เห็นด้วยกับโครงการนี้พยายามเข้ามาขัดขวางทุกวิถีทาง และได้สร้างรั้วเหล็กขึ้นเมื่อประมาณสองปีที่แล้วเพื่อเป็นเขตแนวป้องกันไม่ให้เขตป่าโกงกางถูกรุกล้ำเข้ามาหากมีการสร้างทางด่วนขึ้นมาจริงๆ ในอนาคต

        เธอยังบอกว่ามันเป็นเรื่องขัดแย้งที่ปัจจุบันทางการห้ามไม่ให้ทำกสิกรรมในบริเวณใกล้ป่าโกงกางแถบนี้ เพราะเกรงว่าสารเคมีจากการปลูกพืชผักจะไปทำลายป่า แต่กลับมีการสนับสนุนให้สร้างทางด่วนสี่เลนอยู่ติดกับป่าทั้งที่รู้ดีกว่าควันจากท่อไอเสียจะสร้างผลกระทบอย่างไรบ้างกับป่าแห่งนี้

        มาร์กาเร็ตคิดว่าหน้าที่การให้ความรู้เกี่ยวกับสิ่งแวดล้อมไม่ใช่เป็นหน้าที่ของครูหรือโรงเรียนเท่านั้น แต่ศิลปินก็ควรทำหน้าที่นั้นควบคู่ไปด้วย เธอจึงใช้งานศิลปะสื่อสารกับเด็กนักเรียนในเขตนี้ด้วยการให้ศิลปินไปสอนตามโรงเรียนในเครือข่ายในย่านตามซุย เพื่อให้เด็กได้นำสิ่งที่เรียนรู้เกี่ยวกับการอนุรักษ์สิ่งแวดล้อมกลับไปบอกผู้ปกครองที่ส่วนใหญ่เป็นคนจากในเมืองย้ายมาอยู่ชานเมืองเพราะที่พักอาศัยถูกกว่า แต่ต้องเดินทางเข้าเมืองในทุกๆ วันเพื่อไปทำงานจนไม่มีเวลาได้เรียนรู้กับพื้นที่บ้านใหม่ของตัวเอง

        หลังจากที่คลุกคลีกับคนในพื้นที่มากว่ายี่สิบปี มาร์กาเร็ตพบว่าคนท้องถิ่นก็แบ่งออกเป็นสองกลุ่ม กลุ่มนึงไม่อยากได้ทางด่วนเพราะมันดูน่าเกลียดไม่เข้ากับสภาพแวดล้อม ในขณะที่อีกกลุ่มที่อยากได้ทางด่วนขนาดสี่เลนมาเพื่อบรรเทาการจราจรที่ติดหนักขึ้นทุกวัน เพราะเมืองไทเปเริ่มขยายตัวมากขึ้นจนคนล้นทะลักออกชานเมือง ส่งผลให้คอนโดขนาดใหญ่เริ่มผุดขึ้นตามเส้นรถไฟฟ้าไปจนถึงสุดสายสีแดงที่ย่านตามซุย

        “คุณต้องเลือกแล้วล่ะว่าจะรักษาอะไรเอาไว้ ระหว่างสภาพแวดล้อมแบบเดิม หรือ ไลฟ์สไตล์ (คนเมือง)” มาร์กาเร็ตตั้งคำถามให้พวกเราหาคำตอบกันเอง

        หลังจากเดินกันจนฟ้ามืดมาร์กาเร็ตก็ขอตัวกลับไปยังสตูดิโอปล่อยให้เราเดินต่อไปกลุ่มศิลปินที่มาเดินด้วยกันไปจนถึงสถานีตามซุยเพื่อหาอาหารอร่อยๆ กินที่สถานีตามซุย แล้วเราก็โชคดีไปที่ได้คนไทเปเป็นไกด์นำทางไปจนสุดทางและยังทำหน้าที่เป็นล่ามช่วยสั่งอาหารและอธิบายถึงอาหารจานเด็ดแต่ละจานที่พวกเรากินจนอิ่มตอนมื้อเย็น

การเดินทาง

จากตัวเมืองไทเป นั่งรถไฟสายสีแดงมุ่งหน้าไปทางสถานี Tamsui

ลงที่สถานี Zhuwei แล้วใช้ทางออกถนน Minguan ข้ามสะพานลอยไปฝั่งตรงข้าม จะมีสถานีรถ U Bike ที่คุณใช้บัตร Easy Pass เช่าได้เลย (หรือถ้าคุณไม่มีบัตรรถไฟฟ้าก็สามารถใช้บัตรเครดิตเช่าได้)

เช่าจักรยานเสร็จก็จูงรถข้ามถนนกลับไปฝั่งสถานีแล้วก็เข้าสู่เส้นทางจักรยานเลียบแม่น้ำ Tamsui กันได้เลย

อาหาร

        ในเมืองไทเปมีร้านอาหารค่อนข้างเยอะ และค่อนข้างหลากหลายพอสมควร แต่อาหารส่วนใหญ่เป็นอาหารจีนที่มีความหลากหลาย ซึ่งมีความคล้ายคลึงกับเมืองไทยพอสมควร เพียงแต่รสชาติอาจจะค่อนข้างจืดไปนิดสำหรับคนไทย

 

        ร้านอาหารหลายร้านตามตลาดต่างๆ นักท่องเที่ยวคนไทยจำนวนมากติดใจรสชาติอาหารจากร้านแฟรนไชส์ที่ตั้งอยู่ตามตลาดที่นักท่องเที่ยวนิยมไปเดิน ไม่ว่าจะเป็นร้านเนื้อย่าง ไส้กรอก หรือขนม แต่เราอยากให้ลองอาหารริมถนนในไทเป รับรองว่าไม่ผิดหวังกับรสชาติ เพราะความอร่อยของอาหารที่นี่ไม่ได้อยู่ที่แค่รสชาติ แต่อยู่ความสดใหม่ของวัตถุดิบและการปรุงร้อนๆ เดี๋ยวนั้นที่เริ่มหาได้ยากในเมืองไทย เช่น รถเข็นซาลาเปาที่เราบังเอิญเจอในตอนเช้าตรงข้ามสถานี Zhuwei คนขายสามสี่คนคาดว่าจะเป็นพ่อแม่ลูกต่างง่วนอยู่กับการใช้แป้งที่เพิ่งนวดมาใหม่ห่อไส้และนึ่งที่รถเข็นแล้วใส่ถุงให้ลูกค้าเดี๋ยวนั้นเลย

        เต้าหู้เหม็น ถ้ามาไต้หวันแล้วทุกคนควรจะลองรับประทานเต้าหู้เหม็น จริงๆ แล้วมันเป็นแค่กลิ่นเวลาทอดที่กลิ่นแรงจนหลายคนขยาด แต่จริงๆ แล้วรสชาติของเต้าหู้เหม็นอร่อยจนทำให้คุณลืมกลิ่นไปได้เลย

 

ขอบคุณภาพป่าโกงกางจากเพจ saipai taiwan

ABOUT THE AUTHOR
Arinya

Arinya

คนที่ทำตัวเป็นนักท่องเที่ยวในบ้านตัวเองทุกวัน

ALL POSTS