HAPPENING BKK
NLINE MAGAZINE
×
เที่ยวคิริบาส...ก่อนสวรรค์จมหาย
by โลจน์ นันทิวัชรินทร์
26 ก.ย. 2560, 03:07
  5,736 views

        Kiribati ไม่ได้ออกเสียงว่า คิ-ริ-บา-ติ แต่กลับออกเสียงว่าคิ-ริ-บาส ด้วยความที่ตัวอักษร Ti ในภาษานี้พร้อมใจกันออกเสียงเป็น ส. เสือ ไปหมดไม่ว่าจะสะกดคำไหน ๆ

       เมื่อ 3 ปีก่อน มีข่าวเล็ก ๆ ชิ้นหนึ่งเกี่ยวกับประเทศนี้ เป็นข่าวที่ดูเหมือนว่าไม่สลักสำคัญอะไร แต่เนื้อหาของข่าวชิ้นนั้นกลับทำให้ผมอึ้ง

        ด้วยภาวะวิกฤติโลกร้อนที่ทวีความรุนแรงขึ้น นักวิทยาศาสตร์หลากสำนักได้ร่วมกันประเมินว่าอีก 20 – 30 ปี ประเทศเล็ก ๆ กลางมหาสมุทรแปซิฟิกอย่างคิริบาส อาจสาบสูญไปจากแผนที่โลกเลยเพราะจมหายใต้น้ำทะเลที่ละลายจากขั้วโลกใต้ ถ้าเหตุการณ์แบบนี้เกิดขึ้นกับผม ผมเองยังไม่รู้เลยว่าจะจัดการกับชีวิตอย่างไร หากวันหนึ่งต้องละทิ้งบ้านเกิดเมืองนอนเพื่อไปอาศัยแผ่นดินอื่นอยู่

คิริบาสเป็นประเทศที่เกิดจากแนวประการังทับถมในทะเล เสี่ยงต่อการจม

        คนที่ตอบคำถามนี้ได้ดีที่สุดก็คือชาวอิคิริบาส ผู้เป็นเจ้าของประเทศ และนั่นคือสาเหตุที่ผมเดินทางมาที่นี่

เพื่อนใหม่ที่ตาบน เต เกเก้

        ที่หมู่บ้านตาบน เต เกเก้ (Tabon Te Keekee) ทางตอนเหนือของกรุงตาระวา เด็ก ๆ ในหมู่บ้านกำลังตื่นเต้นดีใจที่วันนี้มีแขกหน้าตี๋มาจากดินแดนไกลแสนไกล ต่างพากันมารอเล่นกับเพื่อนใหม่คนนี้มากมาย และเมื่อผมฟื้นจากอาการ Jetlag งัวเงียออกมาจากกระท่อมริมทะเล ก็พบเพื่อนใหม่อยู่เพียบ และแต่ละคนไม่ธรรมดา

ที่พักริมหาด

        “ชื่ออะไร” เด็กชายใจกล้าถามผมเป็นภาษาอังกฤษแบบกระท่อนกระแท่น

        “....ชื่อตาระวามั้ง” ผมตอบกลับ ก็ในวันนั้นภาษาท้องถิ่นอย่างภาษาอิคิริบาสที่ผมรู้จักมีเพียงคำว่า “ตาระวา” คำเดียวเท่านั้น และ Tarawa ก็คือชื่อเมืองหลวงของประเทศนี้

        “ฮ่า ฮ่า ฮ่า....ตาระว่าาาา” เด็ก ๆ ฮากันครืนพร้อมชักชวนเพื่อน ๆ ให้เอ่ยคำ ๆ นี้โดยลากเสียงยาวตรงคำว่า “ว่าาา” ในพยางค์สุดท้าย แม้ผมจะพยายามบอกว่า “เฮ้ยยยย...ตกลงพี่ชื่อว่าโอ๊คนะ.. เรียกพี่โอ๊คสิครับ” แต่ก็ดูเหมือนว่าจะสายไปเสียแล้ว

        “ตาระว่าาา มีกล้องไหม เดี๋ยวจะตีลังกาให้ดู” เด็กชายคนเดิมพูด และเมื่อผมยกกล้อง เจ้าหนูก็โดดตีลังกาหลังให้ดู พอผมลั่นไกชัตเตอร์เสร็จ เจ้าหนูรี่เข้ามาขอดูรูป แล้วหลังจากนั้นผมก็แทบไม่มีเวลาว่างเพราะน้อง ๆ หนู ๆ ต่างพากันโชว์ท่าอิทธิฤทธิ์ต่าง ๆ นานากันบ้าง เรียกว่าผมต้องถ่ายรูปกันจนเมื่อยมือ

เพื่อนซี้ที่คีรีบาส

        เกมส์สนุกอีกเกมส์คือแข่งเรือใบทีทำจากกระป๋องน้ำอัดลม กับจับปูลมมาสู้กันในหลุมทราย และทุกครั้ง

       “ตาระว่าาา...ถ่ายรูปด้วยนะ” ว่าแล้วก็วิ่งกรูกันเข้ามาทันทีที่ผมลั่นไกชัตเตอร์เสร็จเพื่อจะดูว่าตัวเองหล่อ และสวยกันขนาดไหน

        “ตาระว่าาาา.... พรุ่งนี้มาเล่นกันอีกนะ หลังโรงเรียนเลิกจะมาเจอทุกวัน” เพื่อน ๆ ตัวน้อยให้สัญญา

จับปูลมมาสู้กันในหลุมทราย

ความสุขที่ตาบน เต เกเก้

        ความสุขของชีวิตที่หมู่บ้านนี้คือการเที่ยวแบบไม่มีกำหนดการ วัน ๆ ผมเดินไปเดินมาที่หมู่บ้านนี้ แล้วผมก็พบความเป็นอยู่ที่สงบเงียบเรียบง่าย บรรดาเรือนไม้มุงจากที่แสนจะธรรมดานั้น ผมกลับพบว่ามันไม่ธรรมดาครับ หลังบ้านที่ซอมซ่อผมกลับพบว่ามีบ่อซีเมนต์จำนวนหนึ่ง ในนั้นมีหอยมือเสือตั้งแต่ขนาดใหญ่ยักษ์จนเล็กจิ๋ว หลากสีสวยสดเหมือนดงดอกไม้ใต้น้ำทะเลใส แล้วผมก็เพิ่งทราบว่าสัตว์เลี้ยงหลังบ้านของชาวตาระวาเหล่านี้ เป็นสินค้าส่งออกที่ไปประดับอยู่ในตู้อะควาเรี่ยมขึ้นชื่อทั่วโลก

        บ้านที่นี่ไม่ล้อมรั้วและไม่มีกุญแจล็อคเพราะไม่มีขโมย ลานบ้านเป็นเหมือนลานอเนกประสงค์ที่มีไว้รองรับกิจกรรมมากมาย เช่น

        ไว้เจียวน้ำมันหมู เพราะ “มันใช้ทำอาหารได้อร่อยกว่าน้ำมันอื่น ๆ เลยนะ” แล้วพอผมถามว่ากลัวอ้วนกันบ้างไหม? คำตอบคือ “ฉันไม่แคร์”

        ไว้นึ่งสาเก เพราะชาวอิคิริบาสบริโภคสาเกกันเป็นอาหารหลักโดยใช้นึ่งแล้วทานกับอาหาร อย่างเช่นแกงกะหรี่

        ไว้ปั้นแป้งก้อนกลม ๆ เสียบไม้ ทอดจนกรอบนอกนุ่มใน เป็นโดนัทแบบฉบับอิคิริบาส

        ไว้นั่งคุยกันกับคนที่ผ่านไปมา ลานบ้านจึงเป็นที่ที่มีชีวิตชีวาเสมอ

วันชาติวันสนุก

        ช่วงที่ผมไปอยู่ที่คิริบาสนั้นเป็นช่วงที่ตรงกับวันเฉลิมฉลองเอกราชปีที่ 36 ของประเทศเมื่อคิริบาสเป็นอิสรภาพจากการปกครองของอังกฤษ

        วันที่ 12 กรกฎาคมถือเป็นวันสำคัญของทุกปีและจะมีงานเฉลิมฉลองยิ่งใหญ่ไปนานถึง 7 วัน 7 คืนโดยมีสนามกีฬากลางกรุงตาระวาเป็นศูนย์กลาง

[อ่าน: เมื่อผมเป็นตัวแทนประเทศไทยไปร่วมฉลองวันชาติคิริบาส ]

        ในวันแรก....พิธีจะเริ่มแต่เช้าด้วยขบวนสวนสนามของเด็กนักเรียนจากทั่วประเทศ มีการเชิญธงชาติเข้าสู่สนามและขึ้นสู่ยอดเสาพร้อมเสียงเพลงชาติดังกระหึ่ม ประธานาธิบดี H.E. Anote Tong เป็นประธานให้โอวาท

        ที่ผมชอบสุดคือเมื่อเด็ก ๆ กล่าวปฏิญาณคำขวัญของประเทศ 3 ข้อ คือ Te Mauri, Te Araoi, Te Tabomoa ซึ่งแปลว่า แด่สุขภาพ แด่สันติภาพ และแด่ความมั่งคั่ง เด็ก ๆ ตั้งใจทำมาก ๆ เรียกเสียงหัวเราะด้วยความเอ็นดูจากผู้ชมรอบทิศ

        สิ่งที่บันเทิงใจมากที่สุดสำหรับผมในช่วงเฉลิมฉลองปีที่ 36 แห่งอิสรภาพของคิริบาสคือการได้มีโอกาสชมระบำที่เป็นศิลปของท้องถิ่นต่าง ๆ ของประเทศคิริบาส

        ระบำเผ่าบอนริกิสร้างความตื่นตาตื่นใจด้วยชุด และหน้ากาก ที่สำคัญคือชายหนุ่มจากเผ่านี้ยังสักหน้าเป็นลวดลายพื้นเมืองอยู่ ส่วนระบำของเกาะจากภาคกลาง สร้างความตื่นตาตื่นใจด้วยท่าเต้นที่เลียนแบบมาจากการเยื้องย่างของนกท้องถิ่นหลากชนิด อีกระบำจากเกาะภาคตะวันออกผู้แสดงเป็นหญิงใสกระโปรงสุ่มที่ใหญ่มาก ๆ ส่ายไปมาอย่างพลิ้วไหวแต่ทรงพลัง เหนือสิ่งอื่นใดคือความภูมิใจที่ทุกคนมีต่อวัฒนธรรมการแสดงของชาติตนเองในวาระที่เป็นเอกราช

มันเป็นความภูมิใจที่ปิดยังไงก็ไม่มิดเลย...

ประวัติศาสตร์ที่หาดเลือด

         คิริบาสมีสถานที่ท่องเที่ยวในเชิงประวัติศาสตร์ด้วยนะครับ ที่นี่เคยเป็นสมรภูมิรบที่รุนแรงที่สุดแห่งนึงในโลก และสงครามนองเลือดครั้งนั้นเรียกว่า The Battle of Tarawa เกิดขึ้นที่หาดเบโซ (Betio) แม้จะกินเวลาเพียง 4 วัน แต่ก็มีผู้เสียชีวิตมากมายถึงกว่า 6,000 ราย

อนุสรณ์สงครามโลก ครั้งที่ 2

        ในวันที่ 20 พฤศจิกายน ค.ศ. 1943 ระหว่างสงครามโลกครั้งที่ 2 นาวิกโยธินอเมริกันที่ประจำการรบในมหาสมุทรแปซิฟิกได้ยกพลขึ้นบกที่นี่เพื่อปราบปรามกองกำลังทหารญี่ปุ่นที่กำลังแผ่อิทธิพลเหนือหมู่เกาะต่าง ๆ ในภูมิภาคแปซิฟิก สงครามดำเนินไปอย่างต่อเนื่องและเข้มข้นจนสิ้นสุดลงในวันที่ 23 พฤศจิกายน ผู้พ่ายแพ้คือกองกำลังทหารญี่ปุ่น นำมาซึ่งความสูญเสียฐานที่มั่นในเขตแปซิฟิกในเวลาต่อมา

WW II Relics ที่หาดเลือด

        ชาวตาระวาขนานนามหาดเบโซนี้ว่า “หาดเลือด” (Red Beach) และทุกวันนี้ร่องรอยของสงครามยังคงปรากฎอยู่ อาวุธยุทโธปกรณ์ที่เคยใช้ในสมัยนั้นยังคงยืนตระหง่านผ่านกาลเวลาบนหาดเลือดแห่งนี้

ถ้าสวรรค์ต้องจมหายในสายน้ำ...

        หลังจากผมใช้เวลาแห่งความสุขที่คิริบาสมาครบ 10 วัน ก่อนกลับ...ในวันสุดท้าย ผมเลือกไปเที่ยวสั่งลาทางทะเลด้วยเรือแคนูซึ่งเป็นเรือพื้นเมืองของคีรีบาส ผู้ที่พาผมล่องออกสู่มหาสมุทรครั้งนี้คือคุณลุงเตกีเนเน่ และ ลุงตาโบไก ผู้ซึ่งเป็นแชมป์เล่นเรือแคนูของประเทศมาหลายสมัย

ล่องแคนูสู่มหาสมุทร

        เรือแคนูของคีรีบาสเป็นเรือไม้ต่อโดยไม่ใช้ตะปู แต่ใช้เชือกที่ทำจากใยมะพร้าวผูกเพื่อเชื่อมท่อนไม้ประกอบเป็นลำเรือเข้าด้วยกัน และยาด้วยสารพิเศษที่สกัดจากธรรมชาติ ตรงกลางลำเรือจะเป็นเสากระโดงผ้าใบสูงใหญ่ไว้รับลมให้แล่นฉิวออกสู่ท้องทะเล

        เราวิ่งตรงไปยังเกาะบิ๊กเกอแมน (Bikeman) ซึ่งเป็นเกาะร้างไร้ผู้คนกลางทะเล มองเห็นแต่สันทรายขาวละเอียดอยู่ลิบ ๆ อย่างโดดเดี่ยว...อ้างว้าง....กลางทะเลสีฟ้าสวย

เกาะบิ๊กเกอแมนที่วันนี้เหลือแต่สันทราย

        “เมื่อสองปีก่อนเกาะนี้ไม่ได้เป็นอย่างนี้นะ” ลุงเตกิเนเน่เล่าให้ฟัง “มันมีต้นไม้ มีผืนดิน แล้วก็เป็นเกาะสมบูรณ์ขนาดใหญ่กว่านี้ แล้วค่อย ๆ เปลี่ยนสภาพไปจนเป็นทรายอย่างที่เห็น น้ำทะเลมันสูงขึ้น”

         สำหรับผม....นี่คือหลักฐานของภาวะโลกร้อนที่จับต้องได้ ลุงเตกีเนเน่และลุงตาโบไกเล่าให้ฟังว่ามีหลายหาดและหลายเกาะก็กำลังเผชิญการเปลี่ยนแปลงเช่นกัน

        “ลุงทราบเรื่องที่นักวิทยาศาสตร์ประเมินว่าอีก 30 ปี คีรีบาสอาจจมหายไปในทะเลบ้างไหมครับ” ผมถือโอกาสถามคำถามที่ผมมาตามหาคำตอบกับลุงทั้งสองท่านนี้

คุณลุงเตกีเนเน่

        “ได้ยิน...ได้ยินมานานแล้ว” ลุงทั้งสองตอบ

        “แล้วลุงคิดว่ายังไงครับ ถ้าวันนึงเรา หรือลูกหลานเราอาจต้องหาแผ่นดินใหม่อยู่” ผมกลั้นใจถาม

        “….God will give us the answer… - แล้วพระเจ้าจะประทานคำตอบให้เราเอง ทำวันนี้ให้ดีที่สุดก็ละกัน” ลุงเตกีเนเน่ตอบพร้อมรอยยิ้มที่ปราศจากความกังวลใด ๆ เช่นเดียวกับลุงตาโบไก

        เรือแคนูยังคงวิ่งทะยานไปบนทะเลสวยใสให้ผมซึมซับภาพความงดงามก่อนอำลาจากประเทศนี้ในวันรุ่งขึ้น ผมคิดว่าผมได้คำตอบของการมาคีรีบาสเรียบร้อยแล้ว ธรรมชาตที่สวยงาม มิตรภาพรวมทั้งการมองโลกในแง่ดีเสมอของชาวอิคีรีบาส...ทั้งหมดนี้ล้วนนำความสุขมาสู่เขารวมทั้งผู้มาเยือนอย่างเรา

 

ผมหวังว่าคิริบาสจะยังคงเป็นเกาะสวรรค์ที่สวยงามประดับหมาสมุทรแปซิฟิกและโลกใบนี้ตลอดไปอีกนานเท่านาน

         และวันหนึ่งผมแอบหวังว่าเราจะได้พบกันอีก

 

ABOUT THE AUTHOR
โลจน์ นันทิวัชรินทร์

โลจน์ นันทิวัชรินทร์

หนุ่มเอเจนซี่โฆษณาผู้มีปรัชญาชีวิตว่า "ทำมาหาเที่ยว" เพราะเรื่องเที่ยวมาก่อนเรื่องกินเสมอ ชอบไปประเทศนอกแผนที่ที่ไม่มีใครอยากไปเลยต้องเต็มใจเป็น solo backpacker

ALL POSTS