HAPPENING BKK
NLINE MAGAZINE
×
ทอดน่องท่องอาเพีย เมืองหลวงจิ๋วกลางแปซิฟิก
by โลจน์ นันทิวัชรินทร์
31 ส.ค. 2560, 03:32
  7,291 views

อาเพียเมืองหลวงขนาดจิ๋ว กับการเดินเท้าที่ตื่นตาตื่นใจ

ผมเพิ่งเดินทางข้ามโลกกว่า 17 ชั่วโมง โดยแวะเปลี่ยนเครื่องที่ซิดนี่ย์ และต่อด้วยอ็อคแลนด์ ก่อนจะมาถึงอาเพีย (Apia) เมืองหลวงขนาดจิ๋วของประเทศซามัว (Samoa) ประเทศเกาะเล็ก ๆ กลางมหาสมุทรแปซิฟิกอันเวิ้งว้างกว้างใหญ่เมื่อกลางดึกคืนวันเสาร์พร้อมด้วยอาการเจ็ทแล็คขั้นรุนแรง

ธรรมชาติแบบนี้ถึงต้องบินมา อาเพีย

วันรุ่งขึ้นเป็นวันอาทิตย์ ผมฝืนตาตื่นเช้าและลากร่างออกจากที่พักช่วงสาย ๆ แต่ทำไมเมืองอาเพียถึงร้างได้ขนาดนี้หว่า.....  นี่มันเมืองหลวงของประเทศซามัวไม่ใช่เหรอ? ผู้คนหายไปไหนกันหมด?

“วันอาทิตย์แบบนี้ชาวอาเพียไปรวมตัวกันอยู่ 2 ที่ค่ะ นั่นคือตลาดกับโบสถ์”  รีเซพชั่นสาวสวยผิวสีน้ำผึ้งในเสื้อลายดอกช่วยไขข้อข้องใจด้วยใบหน้าแย้มยิ้ม

“สาย ๆ แบบนี้ลองไปเดินตลาดก่อนสิคะ ส่วนเย็น ๆ ก็ลองไปโบสถ์ดู วันนี้หลังเลิกงานช่วงเย็นสักตอนทุ่มตรง ฉันก็จะไปโบสถ์เช่นเดียวกัน” เธอแนะนำ

“แต่ผมไมได้เป็นคริสตศาสนิกชน แต่ผมสามารถไปร่วมด้วยได้ใช่ไหมครับ” ผมถาม ชักเริ่มสนใจ

“ได้ค่ะ... ได้ ได้ ได้ ใคร ๆ ก็ไปได้ทั้งนั้น โบสถ์ไหนก็ได้” เธอตอบ

[gallery columns="4" ids="5215,5217,5218,5216"]

 

ผมปรู๊ดออกจากโรงแรมทันที รีบสาวเท้าเดินไปตามถนนเล็ก ๆ เลียบอ่าวอาเพีย เป้าหมายแรกคือการไปสำรวจตลาดกลางเมืองเสียก่อน

อาเพียเป็นเมืองหลวงขนาดจิ๋ว วิธีเดินทางไปไหนต่อไหนจึงไปได้ด้วยการทอดน่องท่องไปเรื่อย ๆ แถมลมมหาสมุทรแปซิฟิกพัดมาเย็น ๆ เป็นระยะ อ้า.....สดชื้นสดชื่น

ไม่นานผมก็มาถึงตลาดสด (Apia Produce Market)  ตลาดสดอาเพียเป็นอาคารเปิดโล่ง กว้าง มีแค่หลังคาสังกะสีคลุม และเป็นแหล่งรวบรวมของสดทุกประเภทไม่ว่าจะเป็นผัก ผลไม้ ดอกไม้

ตลาดสดเปิด 24 ชั่วโมง มาเมื่อไหร่ก็มีของขาย

และอย่าทำหน้ายี้นะครับว่ามาเที่ยวทั้งทีทำไมมาเดินตลาดสด ขอบอกว่าเพลินมากเพราะผักผลไม้ที่นี่มีหลากชนิดหลายพันธุ์ มีทั้งที่เราคุ้นเคยและหน้าตาประหลาดมหัศจรรย์จนงง

เคยเห็นกล้วยลูกใหญ่กว่าแขนไหมครับ? ลูกเดียวนะครับไม่ใช่ทั้งหวี ที่นี่มีครับ แค่กล้วยอย่างเดียวก็สร้างความสนุกในการเดินดูและเดินถ่ายรูปแล้วเพราะมีไม่รู้กี่ชนิด

นี่ยังไม่นับรวมพืชมีหัวอย่าง มันเทศ มันสำปะหลัง หรือเผือกหัวใหญ่ ๆ สูงเท่าท่อนขา

อีกทั้งดอกไม้เมืองร้อนสีจัดจ้านที่วางขายทั้งแบบเป็นดอกเดี่ยว ๆ อย่างชบา กล้วยไม้ หรือหน้าวัวดอกใหญ่ ๆ กลีบแข็งสีสด ๆ หรือจะมัดช่อแซมกับใบเฟิร์น ที่น่าสนใจคือนำมาร้อยเป็นมาลัย และเป็นเครื่องประดับศีรษะแบบชาวซามัวด้วย

สำหรับภาชนะที่ใช้ใส่ผักผลไม้นั้นก็ล้วนทำจากใบมะพร้าวสานเป็นข่ายถี่ ๆ เหมือนตะกร้าสาน มีทั้งขนาดเล็กบ้างใหญ่บ้างตามแต่ว่าจะนำไปใช้ใส่อะไร อันนี้เป็นหัตถกรรมที่ชาวซามัวใช้กันในชีวิตประจำวันแทนการหิ้วถุงพลาสติกที่ผมชื่นชอบและชื่นชมมาก ๆ

นอกจากนี้ยังมีสินค้าแปรรูปที่แม่บ้านชาวซามัวนำมาขายกันเอิกเกริกอย่างแยมผลไม้พื้น ๆ เช่นแยมกล้วย แยมมะละกอ แยมมะพร้าว ถ้าอยากชิม ก็ไม่ต้องทำอะไรมาก แค่ไปยืนหน้าแผงและส่งสายตา “หิว” ให้เท่านั้น ก็จะได้รับแยมปาดขนมปังชิ้นเล็ก ๆ มาละเลียดลองรส

แม่ค้าพ่อขายซามัวล้วนอารมณ์ดีต่างพากันขมีขมันเชิญชวนลูกค้า หากจะถ่ายรูปก็ไม่มีใครว่าอะไร

อีกตลาดที่พลาดไม่ได้คือตลาดปลา (Fish Market) ว่ากันว่าเวลาที่จะไปชมตลาดนี้ดีที่สุดคือ 6 โมงเช้า โดยเฉพาะเช้าวันอาทิตย์ เพราะเรือจะกลับเข้าฝั่งมาพร้อมกับสัตว์ทะเลหลากหลายชนิดที่มีอยู่อย่างอุดมสมบูรณ์ในมหาสมุทรแปซิฟิก เรื่องปลาแปลก ๆ หลากสีสันสดใสนั้นไม่ต้องพูดถึงว่ามีมากขนาดไหน ที่อึ้งคงจะเป็นปลาทะเลตัวใหญ่ๆ แม้กระทั่งปลาทูน่าที่นอนแผ่หราอยู่บนแผง ปลาหมึกกล้วยจนปลาหมึกยักษ์หนวดยุ่บตัวโต ๆ หอยตัวใหญ่ ๆ อย่างหอยสังข์สีส้ม ๆ (ที่เอามาทำเป็นแตรเป่าได้ใช้กันในพิธีต่าง ๆ ของชาวโพลีนีเชี่ยน) มีทั้งปลิงทะเลตัวอวบ

ปลาแปลก ๆ ที่ตลาดปลา

ตลาดนี้มีแมลงวันเยอะกว่าตลาดอื่น ๆ แต่ก็ได้เห็นเทคโนโลยีแบบเดียวกับเมืองไทย นั่นคือการใช้มอเตอร์ไฟฟ้าติดใบพัดพัดลมโดยมีผูกกับพู่ที่ทำจากผ้าหรือกระดาษตัดปลายให้เป็นฝอย ๆ เปิดไว้ให้หมุนติ้ว ๆ คอยไล่ไม่ให้แมลงวันมาก่อกวน

หลังจากเพลินอยู่กับตลาดต่าง ๆ จนบ่ายคล้อยใกล้จะเย็นย่ำ ผมจึงรีบสอดส่ายสายตาจับจ้องมองหาโบสถ์ในบริเวณนั้น...

นั่นไงเจอแล้ว... ที่หน้าโบสถ์ไม้ผสมปูนหลังไม่ใหญ่เรียบง่าย ชายหญิงจำนวนหนึ่งจับกลุ่มยืนคุยกันอยู่ ผู้หญิงส่วนมากอยู่ในชุดกระโปรงยาวสีอ่อน ๆ บ้างสวมหมวกกับถุงมือ และมีอีกหลายคนที่อยู่ในชุด “มูมู่” ลายดอกสีสดใส ผู้ชายทั้งหมดใส่โสร่งพื้นเมืองที่เรียกว่า “ลาวาลาวา” (Lavalava) สีเรียบ ๆ สวมเสื้อเชิร์ตและหลายคนก็ผูกเน็กไท

ผู้ชายซามัวแทบทุกคนนุ่งโสร่ง ไม่นับพ่อค้าประชาชนธรรมดาสามัญ แม้แต่ตำรวจก็นุ่ง และถือเป็นเครื่องแบบด้วย หรือพนักงานธนาคารก็นุ่ง แถมยังแบ่งสีตามยี่ห้อของธนาคารนั้น ๆ ผมคิดว่าเป็นสิ่งที่น่ารักมาก

ตำรวจมาแล้ว

ตำรวจซามัว นุ่งโสร่งลาวาลาวาสีขาว

เด็ก ๆ หนูซามัวตัวน้อย ๆ ตามคุณพ่อคุณแม่มาโบสถ์กันคึกคัก จับกลุ่มวิ่งเล่นไปมาอยู่ด้านหน้า แล้วเริ่มสนใจผมทันที

คนซามัวล้วนมีรอยยิ้มที่เป็นมิตร แม้ผมจะไม่รู้จักใครสักคน แต่นั่นก็ไม่ได้แปลว่าผมต้องยืนเด๋อด๋าเก้ ๆ กัง ๆ เพราะทุกคนเข้ามาจับมือทักทายและแนะนำตัวกับผมเหมือนเพื่อนสนิท

ใครก็ไม่รู้สักคนหนึ่งที่พาผมไปพบปาสเตอร์ (Pasteur) ที่จะเป็นผู้เทศน์ในวันนี้ ท่านดีใจมากที่มีแขกหน้าแปลกข้ามน้ำข้ามทะเลมาจากดินแดนที่ไกลแสนไกล ท่านชักชวนให้ผมอยู่ร่วมฟังมิสซาภาคบ่ายวันนั้นด้วยกัน

เมื่อผมได้ที่นั่งด้านหลังโบสถ์เรียบร้อยแล้ว การสวดมนต์ก็เริ่มขึ้นด้วยการร้องเพลงสรรเสริญพระเจ้า เสียงประสานอันไพเราะของชาวโพลีนีเชี่ยนนี้มีพลังที่ทำให้ผมแอบตื่นเต้นและตื้นตันไปโดยไม่รู้ตัว

[gallery ids="5200,5202,5203"]

คนที่นั่งใกล้ ๆ กับผมได้ช่วยส่งสมุดเนื้อร้องมาให้ ซึ่งผมก็ร้องไม่ได้เท่าไหร่เพราะแม้จะใช้ตัวอักษรภาษาอังกฤษแต่ก็เขียนเป็นภาษาถิ่นที่เต็มไปการสะกดคำแบบแปลก ๆ

ขณะที่ผู้ใหญ่ตั้งใจร้องเพลงสวดก้องกังวานสะท้อนไปทั่วโบสถ์ เด็ก ๆ กลับเริ่มเห็นผมเป็นของเล่น แต่ละคนพยายามจะมุดเก้าอี้ไม้มาโผล่ “จ๊ะเอ๋” กับผมทุกทิศทาง  บางคนมาแลบลิ้น “แบร้ ๆ” ใส่ผมจนเกิดเสียงหัวเราะกิ๊กกั๊กดังขึ้นมา เรื่องจบลงตอนที่คุณแม่ ๆ ของหนู ๆ ซามัวน้อย ๆ มาจับลูกกลับที่นั่ง พร้อมโดนกันคนละตุ้บคนละตั้บ

[gallery ids="5196,5211,5206"]

 

สิ่งที่ประทับใจผมมากสุดในวันนั้นนอกจากความน่ารักและซุกซนของเพื่อน ๆ ซามัวตัวน้อยแล้วก็คือเมื่อปาสเตอร์ขึ้นเทศน์ ท่านเริ่มเทศน์ด้วยภาษาซามัวก่อน พอนึกขึ้นได้ว่ามีแขกจากแดนไกลมาร่วมด้วย ท่านจึงเริ่มเทศน์ใหม่เป็นภาษาอังกฤษเพื่อให้ผมได้เข้าใจเนื้อหาทั้งหมด และเมื่อจบพิธีคนทั้งโบสถ์ก็พร้อมใจกันมาจับมือและจูบลาเพื่อนใหม่จากแดนไกลคนนี้ที่หน้าโบสถ์.... แม้เราจะเพิ่งรู้จักกันเป็นครั้งแรกเมื่อไม่นานมานี้

วันอาทิตย์นั้น ได้กลายเป็นวันพิเศษที่ผมไม่มีวันลืมได้เลย

ABOUT THE AUTHOR
โลจน์ นันทิวัชรินทร์

โลจน์ นันทิวัชรินทร์

หนุ่มเอเจนซี่โฆษณาผู้มีปรัชญาชีวิตว่า "ทำมาหาเที่ยว" เพราะเรื่องเที่ยวมาก่อนเรื่องกินเสมอ ชอบไปประเทศนอกแผนที่ที่ไม่มีใครอยากไปเลยต้องเต็มใจเป็น solo backpacker

ALL POSTS